Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
ฟ้องซ้ำ ความมุ่งหมายของกฎหมายในเรื่องนี้ อันเกี่ยวด้วยผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้น อยู่ในหลักการที่ว่าไม่ต้องการให้ปัญหาในเรื่องเดียวกัน คู่ความพิพาทกันจนไม่มีที่สิ้นสุด จึงได้มีบทบัญญัติในเรื่องฟ้องซ้ำไว้เป็นผลของคำพิพากษาเมื่อคำพิพากษานั้นถึงที่สุด คำพิพากษานั้นย่อมเด็ดขาด และผูกพันคู่ความจนกว่าศาลสูงจะตัดสินหรือพิพากษาเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เป็นปัญหาคือ กรณีใดจึงจะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ มาตรา 148 บัญญัติว่า “คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน …” คำว่า “ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน” มีความหมายว่าอย่างไร หากเป็นกรณีที่มีประเด็นเดียวกัน แต่เหตุคนละเหตุกันจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ หรือกรณีที่เป็นคนละประเด็น แต่มีเหตุเดียวกันจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้เขียนนำเสนอ การฟ้องซ้ำต้องเป็นกรณีที่อยู่ในประเด็นเดียวกันและศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกันด้วย มิใช่เฉพาะแต่เฉพาะกรณีคนละประเด็นและคนละเหตุเท่านั้น
ฟ้องซ้ำ นั้นต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ
1. คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว
2. คู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นรายเดียวกัน
3. ประเด็นที่วินิจฉัยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน
1. คดีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด
คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดอันเป็นผลทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดตาม มาตรา 147 คือ (1) มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นที่สุดหรือบัญญัติว่าห้ามอุทธรณ์ฎีกาต่อไป (2) ถ้าคำพิพากษานั้นไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ หรือฎีกา หรือขอให้พิจารณาใหม่ เมื่อพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ฎีกา หรือจะมีคำขอให้พิจารณาใหม่ (3) ถ้ามีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่และศาลมีคำสั่ง
จำหน่ายคดีตาม มาตรา 147
มาตรา 147 บัญญัติว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฏหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป
คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกา หรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา หรือศาลชั้นต้น ซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสาระบบความตามที่บัญญัติใน มาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุด ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสาระบบความ
คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งพิจารณาคดีนั้นให้ออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษา หรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว
คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดมีหลักการดังนี้
  1. ถึงที่สุดตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในคดีที่กฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด หรือจะอุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอพิจารณาใหม่ไม่ได้ เช่น กรณีตาม มาตรา 6, 8, 28 กรณีคำสั่งเรื่องการดำเนินคดี หรือ มาตรา 14 กรณีคำสั่งคัดค้านผู้พิพากษา มาตรา 156 คำสั่งเรื่องคดีอนาถา หรือ มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาต หรือยกคำร้องกรณีที่ขออุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา เป็นต้น
        คำพิพากษาฎีกาที่ 898/2512 ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2509 ครั้นวันที่ 12 เมษายน 2509 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาอ้างว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลฎีกาสั่งว่าข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีให้ยกเสียและศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2509 กรณีนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาของจำเลยแล้ว หากเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดี จึงให้ยกฎีกาจำเลยเสีย แม้การให้ยกฎีกาของจำเลยจะมิได้พิจารณาวินิจฉัยฎีกาของจำเลย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า คดีนี้ย่อมถึงที่สุดเมื่อได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ฉะนั้นการที่ผู้ร้องคืนของกลางเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2510 จึงเป็นการร้องต่อศาลภายใน 1 ปีนับแต่คดีถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36
        2. ถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์ ฎีกา หรือขอพิจารณาใหม่ เป็นกรณีที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด คู่ความสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ หากไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา คำพิพากษาหรือคำสั่งที่มีไปแล้วไม่ว่าจะเป็นของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จะถือว่าถึงที่สุดก็ต่อเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ หรือฎีกาแล้วตาม มาตรา 229 และ มาตรา 247 หรือกรณีขอให้พิจารณาใหม่ตาม มาตรา 199 นั้นว่าเป็นต้น
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1838/2514 คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม คดีไม่มีการอุทธรณ์ต่อไป ถือว่าคำพิพากษาตามยอมนั้นถึงที่สุด เมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ตาม ปวพ. มาตรา 147 วรรค 2 เพราะแม้คำพิพากษาตามยอมตามมาตรา 138 จะต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม แต่มีข้อยกเว้นไว้ถึง 3 ประการ คำพิพากษาตามยอมจึงเป็นกรณีที่ "อาจอุทธรณ์ฎีกา" ได้ตามมาตรา 147 อยู่นั่นเอง เมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ คำพิพากษานั้นจึงถึงที่สุด
    คำพิพากษาฎีกาที่ 262/2515 คดีที่ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความยังอาจฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ แต่ถ้าคู่ความมิได้ฎีกาคดีนั้นย่อมถึงที่สุด เมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาฎีกา การที่จำเลยแสดงเจตนาสละสิทธิฎีกาจะถือว่าคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หาได้ไม่
     คำพิพากษาฎีกาที่ 2281/2515 (ประชุมใหญ่) คดีเดิมจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ให้รื้อเรือนไปจากที่พิพาท โจทก์ต่อสู้ว่าซื้อที่พิพาทจากตัวแทนจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่มีหนังสือตัวแทนมาแสดง ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทมาจากจำเลย โจทก์อุทธรณ์ระหว่างอุทธรณ์โจทก์กับฟ้องคดีนี้อ้างว่าซื้อที่พิพาทจากตัวแทนจำเลย ขอให้บังคับจำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นฟ้องซ้ำคู่ความตกลงกันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นเดียวว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์จำเลยท้ากันนั้น ศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาคดีเดิมคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำส่วนจะเป็นดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกันหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นที่คู่ความท้ากัน
     คำพิพากษาฎีกาที่ 2773/2529 มูลคดีทั้งสองคดีมีว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยอาศัยเหตุเรื่องรุกล้ำที่เดินเป็นข้อสำคัญของคดี จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิแพ่ง มาตรา 144 มิใช่เป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิแพ่ง มาตรา 148 เพราะขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแม้ศาลชั้นต้นจะรอคดีนี้ไว้ เพื่อฟังผลของคดีก่อนถึงที่สุดก็ตาม
        หลักเกณฑ์ข้อนี้เป็นข้อที่ชี้ให้เห็นข้อแตกต่าง ระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม มาตรา 144 และฟ้องซ้ำตาม มาตรา 148 อย่างหนึ่ง คือ ถ้าคำพิพากษาในคดียังไม่ถึงที่สุดแล้ว จะต้องเป็นเรื่องของการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอย่างเดียวเท่านั้น จะใช้มาตรา 148 ไม่ได้
     คำพิพากษาฎีกาที่ 702/2538 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายด้วย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าเสียหาย ปัญหาเรื่องการส่งมอบโฉนดที่ดิน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัย และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ด้วยจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
     คำพิพากษาฎีกาที่ 766/2538 คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะทายาท โดยธรรมของผู้ตายให้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ผู้ตายนำไม้ของโจทก์ไปขายแล้ว ไม่ส่งมอบเงินให้โจทก์กับหนี้อื่นที่ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ เป็นการฟ้องขอรับชำระหนี้จากกองมรดกของผู้ตาย และคดีถึงที่สุด การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายชำระหนี้รายเดียวกัน โดยอ้างว่าเป็นหนี้ที่เหลือจากที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน ในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำแต่เป็นฟ้องซ้อนตาม มาตรา 173 วรรคสอง (1)
        3. ถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี คดีที่มีการอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ ถ้าต่อมามีการจำหน่ายคดีโดยรอบตาม มาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถือว่าเป็นที่สุด ตั้งแต่วันที่มีการจำหน่ายคดีจากศาลว่าความตาม มาตรา 147 วรรคสองตอนท้าย
       คำพิพากษาฎีกาที่ 1124/2514 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 13 ตุลาคม โจทก์อุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง แต่กำหนดให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 20 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่งศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์วันที่ 31 มีนาคม ปีต่อมาเมื่ออ่านคำสั่งแล้วโจทก์ไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลในกำหนด ดังนี้คดีถึงที่สุดวันที่ 20 เมษายน ตาม มาตรา 147 วรรคสอง ไม่ใช่ถึงที่สุดในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ไม่ใช่วันที่ 13 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่ระยะเวลาอุทธรณ์สิ้นสุดลง และไม่ใช่วันที่ 31 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ แต่เป็นวันที่ 20 เมษายน คือ เมื่อพ้นกำหนดเวลาวางเงินตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ เพราะเมื่อโจทก์ไม่วางเงินภายใน 20 วัน นับแต่วันมีคำสั่งก็ถือว่าศาลต้องจำหน่ายคดีนั้นไปตามคำสั่งศาลอุทธรณ์
        4. เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว คู่ความอาจขอใบสำคัญว่าคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดได้ตาม มาตรา 147 วรรคท้าย
คำพิพากษาฎีกาที่ 8429/2538 การขออกใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคำพิพากษาในคดีใดได้ถึงที่สุดแล้วนั้น ต้องเป็นกรณีที่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกากันอีกทั้งคดี สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จำเลยจะมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษา ในส่วนที่ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และรายการจดทะเบียนที่พิพาทระหว่างโจทก์จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับค่าเสียหาย และดอกเบี้ยมานั้นไม่อาจทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้วโจทก์จะยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้น ออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษานั้นได้ถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่
 
2. เป็นคู่ความรายเดียวกัน
กล่าวคือ คู่ความในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้วต้องเป็นคู่ความรายเดียวกัน แม้จะเป็นคู่ความกลับกัน เช่น โจทก์กลับเป็นจำเลยหรือจำเลยกลับเป็นโจทก์ถือว่าเป็นคู่ความรายเดียวกัน หรือกรณีของผู้ที่เป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความเดิม ก็อยู่ในความหมายของคำว่าคู่ความรายเดียวกันด้วย
        คู่ความเดียวกันจริง ๆ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1191/2496 เดิมโจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ผู้เดียวออกจากห้องเช่าเลขที่ 020 เพราะจำเลยที่ 2 เอาห้องเช่าเลขที่ 022 ไปให้จำเลยที่ 3 เช่า ศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 ใหม่โดยเพิ่มจำเลยอื่นด้วย และเพิ่มจำนวนค่าเสียหาย และขอให้ขับไล่จำเลยที่ 3 ออกจากห้องเลขที่ 020 และให้แสดงว่าโจทก์มีสิทธิเช่าห้อง 020 ดังนี้ เป็นฟ้องจำเลยที่ 2 ซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1409/2508 แม้โจทก์จำเลยในคดีนี้จะเป็นจำเลยเป็นโจทก์ในคดีก่อน (กลับตัวกัน) ก็ตาม แต่เมื่อคู่ความในคดีก่อนและในคดีนี้ เป็นคู่ความคู่เดียวกัน และศาลมีข้อวินิจฉัยในประเด็นโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ก็เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 789/2515 การที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน กลับมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เกี่ยวกับหนี้จำนองซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยรับชำระหนี้รายเดียวกันนั้นอีก ย่อมเป็นฟ้องซ้ำเพราะเป็นคู่ความรายเดียวกัน และศาลต้องวินิจฉัยคดีนี้ โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับในคดีก่อน
        ผู้สืบสิทธิจากคู่ความเดิม
        ต้องเข้าใจว่าการสืบสิทธิจากคู่ความเดิมนั้นอาจเป็นการสืบสิทธิโดยนิติเหตุ เช่น เพราะเป็นทายาทหรือโดยนิติกรรมก็ได้ ตามฎีกานี้เป็นเรื่องสืบสิทธิโดยนิติกรรม
        คำพิพากษาฎีกาที่ 949/2496 เดิมโฉนดรายพิพาทมีชื่อนายเพชร นางหร่ำ สามีภริยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมามีการยกให้นายบุตร นายบุตรจึงมีชื่อในโฉนดร่วมด้วย ต่อมาส่วนของนายบุตรตกเป็นของนางจุ๊ แล้วตกมาเป็นของจำเลย ส่วนนายเพชร นางหร่ำตกมาเป็นของโจทก์ เมื่อปี 2478 นายเพชร นางหร่ำ เคยฟ้องขอแบ่งแยกโฉนดจากนางจุ๊ โจทก์จำเลยคดีนั้นตั้งข้อพิพาทเช่นเดียวกับในคดีนี้ ศาลพิพากษาให้แบ่งโฉนดตามที่ปกครองกันมาเป็นส่วนสัด คดีนั้นถึงที่สุด ดังนี้แม้โจทก์จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน โจทก์สืบสิทธิมาจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาคดีก่อนจึงผูกมัดโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิจะขอให้พิจารณาแบ่งแยกโฉนดใหม่
        คำพิพากษาฎีกาที่ 3873/2531 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินส่วนที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึง 7 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ได้ ถึงแม้จำเลยที่ 2 ถึง 7 จะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่ก็เป็นผู้สืบสิทธิจากจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกับคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้าม
        ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล
        คำพิพากษาฎีกาที่ 464/2486 เมื่อผู้ร้องเป็นผู้เยาว์ มารดาได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์แทนผู้ร้อง ศาลได้ชี้ขาดถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินที่ยึดไม่ใช่ของผู้ร้อง แต่เป็นของจำเลยซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องเป็นโมฆะ เมื่อผู้ร้องบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดทรัพย์รายเดียวกันนี้อีก แต่อ้างเพิ่มเติมอีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโดยจำเลยผู้เป็นเจ้าของเดิมสละสิทธิครอบครอง ผู้ร้องครอบครองตลอดมา ดังนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 68/2493 การที่มารดาโจทก์เข้าเป็นคู่ความด้วยในคดีมรดก แต่ไม่ปรากฏว่ามารดาโจทก์กระทำไปในฐานะผู้แทนโจทก์ แม้คดีก่อนมารดาโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แบ่งมรดกกันในคดีนั้นเสร็จไปแล้ว ก็ย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะมาฟ้องเรียกมรดกนี้อีก
        คำพิพากษาฎีกาที่ 946/2495 คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์มาฟ้องมารดาจำเลยเป็นคดีอย่างเดียวกัน จำเลยในฐานะผู้ปกครองผู้เยาว์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยที่ดินเป็นของบุตรจำเลย ดังนี้ถือว่ามิใช่คู่ความในคดีเดิม คดีไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 190/2499 นายประสิทธิ์เคยฟ้องจำเลยทั้ง 2 มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ศาลยกฟ้อง เพราะนายแจ่มเป็นปู่ของนายประสิทธิ์ นายประสิทธิ์ขอให้พนักงานอัยการฟ้องใหม่ ดังนี้เมื่อศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        เจ้าของรวม
        การที่คู่ความดำเนินคดีแทนผู้อื่นหรือผู้ที่มีสิทธิร่วมด้วย ถึงแม้ผู้ที่มีสิทธิร่วมด้วยจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความก็ตามก็ถือว่า ผู้ที่ดำเนินคดีนั้นดำเนินคดี หรือดำเนินคดีในนามของผู้ที่มีสิทธิร่วมด้วย ถ้าผู้ที่มิได้เข้ามาในคดีที่ถึงที่สุดจะมาดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นคู่ความรายเดิมด้วย เช่น ในกรณีของเจ้าของรวม
        คำพิพากษาฎีกาที่ 298/2508 เจ้าของรวมหนึ่งอาจใช้สิทธิครอบครองไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ ฉะนั้นผลแห่งคดีนี้แม้เจ้าของรวมเพียงคนเดียวเป็นโจทก์ฟ้อง ก็ย่อมผูกพันถึงเจ้าของรวมคนอื่นด้วย เหตุนี้ถ้าเจ้าของรวมคนอื่นมาฟ้องใหม่อีก เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 635/2515 การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งฟ้องขับไล่บุกรุกที่ดินซึ่งเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก และเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ด้วย
        เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งเคยฟ้องขับไล่จำเลยว่าบุกรุกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมมาแล้ว และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งจะกลับมาฟ้องว่าจำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่อีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้ในคดีก่อนเจ้าของรวมนั้นจะไม่ได้รับมอบฉันทะให้ฟ้องแทนโจทก์ หรือไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องแทนโจทก์ ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังก็เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 643/2521 เจ้าของรวมใช้สิทธิต่อสู้บุคคลภายนอกไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดแทนเจ้าของรวมคนอื่น จำเลยเคยฟ้องเจ้าของคนหนึ่ง ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของจำเลยมาแล้ว เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในที่ดินแปลงเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม มาตรา 148
        สามีภริยา
        คำพิพากษาฎีกาที่ 628/2494 คดีก่อนจำเลยฟ้องสามีโจทก์ขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์และขับไล่สามีโจทก์ และบริวารออกจากที่พิพาท สามีโจทก์ต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้รับมรดกมาในระหว่างที่สามีโจทก์กับโจทก์เป็นสามีภรรยากันแล้ว เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษาขับไล่สามีโจทก์และบริวารออกจากที่พิพาทแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทว่าเป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนคำพิพากษาในคดีก่อน โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ทำนองเดียวกับที่สามีโจทก์อ้างในคดีก่อน เช่นนี้ ย่อมเป็นฟ้องซ้ำ จะถือว่าโจทก์เป็นบริวารของสามี
        เหตุที่คดีนี้ศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นฟ้องซ้ำ โดยให้น้ำหนักของเหตุผลอยู่ที่ว่า โจทก์คดีนี้เป็นบริวารของสามีซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริง จะเห็นว่า ฎีกานี้ได้ถูกทับไปแล้วโดยคำพิพากษาฎีกาที่ 832/2510 แต่ถ้าจะพิจารณาว่า ความจริงไม่ใช่เรื่องบริวาร แต่เป็นเรื่องสามีภริยา ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของรวมกันแล้ว ฎีกาทั้งสองอาจไม่ขัดกันก็ได้ เพราะสามีในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมไปแล้วในคดีแรก ศาลตัดสินคดีถึงที่สุดแล้ว ภริยาจะมาอ้างสิทธิอันเดียวกันอีก ควรจะต้องห้ามทำนองเดียวกับเรื่องเจ้าของรวม[1]
        คำพิพากษาฎีกาที่ 699/2498 ภริยาฟ้องคดีโดยสามีอนุญาต ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน จนประนีประนอมยอมความกับจำเลยเสร็จไปแล้ว สามีจะมาฟ้องจำเลยเป็นคดีให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นขึ้นใหม่อีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 431/2502 คดีก่อน ภริยาโจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยแต่ผู้เดียว แม้โจทก์จะได้เป็นพยานให้ภริยาก็ตาม เมื่อโจทก์มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย และมิได้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมแล้ว โจทก์ย่อมมิใช่คู่ความในคดีก่อน ฉะนั้นเมื่อภริยาโจทก์แพ้คดีแล้ว โจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องคู่ความในคดีก่อน ตามประเด็นที่ภริยาโจทก์ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคดีก่อนอีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1179/2511 คดีนี้โจทก์ชนะคดีจำเลยและได้นำยึดที่ดินพิพาทแปลงหนึ่ง สามีของผู้ร้องเคยร้องขัดทรัพย์ ขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทมาครั้งหนึ่งแล้ว อ้างว่าได้รับการยกให้ระหว่างที่อยู่กินกับภริยา ศาลฟังว่า ทรัพย์นี้เป็นของจำเลย มิใช่ของสามีผู้ร้อง จึงยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โดยอ้างเหตุเดิมอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 249/2519 ศาลพิพากษาคดีเดิมว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์จำเลยคนละครึ่ง จำเลยแถลงต่อศาลจะนำโฉนดไปมอบให้เจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือของศาล แต่ไม่นำไปโจทก์จำเลยตาย ทายาทของโจทก์จำเลยมาฟ้องคดีนี้ขอแบ่งที่ดินตามเดิมอีกเป็นฟ้องซ้ำ แม้ล่วงเลยเวลา 10 ปี การแบ่งแยกยังไม่เสร็จ ก็มิใช่ไม่มีการบังคับคดีโจทก์ฟ้องใหม่ไม่ได้
        บริวาร
        คำพิพากษาฎีกาที่ 708/2499 เดิมเจ้าของที่ดินให้รื้อโรงเรือนออกไปจากที่เช่า จนศาลพิพากษาให้รื้อถอนออกไปจากที่เช่า แต่ในชั้นบังคับคดี ผู้ที่อยู่ในโรงเรือนไม่ยอมออก ผู้เช่าที่ดินจึงรื้อโรงเรือนไม่ได้ เจ้าของที่ดินจึงขอให้ศาลเรียกคนเหล่านั้นมาบังคับให้ออกในฐานะเป็นบริวารของผู้เช่าที่ดิน ผู้ที่อยู่ในโรงเรือนรวมทั้งจำเลย (ในคดีนี้) คัดค้านว่าไม่ใช่บริวาร แต่ต่อมาจำเลยได้ถอนคำคัดค้านไปแล้ว ศาลคงพิจารณาไต่สวนเฉพาะผู้อื่น แล้วสั่งว่า ผู้ที่อยู่เหล่านั้นไม่ใช่บริวาร คำสั่งของศาลดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลย เจ้าของที่ดินย่อมมาฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยโดยอ้างว่าเป็นบริวารของผู้เช่าที่ดินได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1411-1412/2509 ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ คดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่นายดวกจำเลยนั้น นายดวกต่อสู้กรรมสิทธิ์ ทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำนวนที่โจทก์ฟ้องขับไล่นายหนู จำเลย นายหนูไม่ได้ต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ถึงแม้นายหนูจะฎีกาไม่ได้ก็ตาม แต่ปรากฏว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ฟ้องขับไล่นายดวก เมื่อนายหนูต่อสู้ว่าอาศัยสิทธินายดวก จึงเป็นบริวารนายดวก ผลแห่งคำพิพากษาซึ่งบังคับแก่นายดวกย่อมบังคับถึงนายหนู จำเลยด้วย นายหนูจะรื้อฟื้นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว ให้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 832/2510 คดีก่อน จำเลยฟ้องขับไล่บิดาโจทก์กับบริวารให้ออกจากที่แปลงพิพาท ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย พิพากษาขับไล่บิดาโจทก์และบริวารออกไปจากที่พิพาท ดังนี้เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบริวารบิดาในคดีก่อนมาฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่พิพาทบางส่วนเป็นของโจทก์โดยย่าของโจทก์ยกให้ และโจทก์ได้ครอบครองมาโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน 10 ปีแล้ว ข้ออ้างของโจทก์เช่นนี้เป็นการอ้างว่า ตนมีสิทธิดีกว่า ซึ่งกฎหมายยอมให้พิสูจน์ได้ (ตาม ปวพ. มาตรา 145 (2)) และฟ้องโจทก์ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน เพราะความในคดีทั้งสองมิใช่เป็นคู่ความเดียวกัน
        สำหรับเหตุผลที่ว่า โจทก์มิใช่คู่ความในคดีก่อน (แม้จะเป็นบริวาร) ก็คือ ในคดีแรกโจทก์ยังไม่ได้ถูกเรียกตัวมาบังคับ และถึงกับต่อสู้กันในศาลว่าไม่ใช่บริวาร ฉะนั้น โจทก์จึงน่าจะฟ้องหรือต่อสู้ในคดีหลังได้[2]
        ผู้มีอำนาจทำการแทน
        กรณีที่เป็นคนเดียวกันแต่การเข้าเป็นคู่ความในคดีก่อน และในคดีหลังเข้ามาในฐานะที่แตกต่างกัน เช่น คดีก่อนเป็นคู่ความในฐานะส่วนตัว แต่ในคดีหลังเข้ามาในฐานะได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นคู่ความรายเดียวกัน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1413/2494 โจทก์เคยฟ้องจำเลยในนามของตนเอง ศาลพิพากษาว่าไม่มีอำนาจฟ้อง ภายหลังโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิฟ้องจำเลย ดังนี้ถือว่าโจทก์ผู้ฟ้องคดีหลังเป็นคนละคนกับคดีก่อน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 710/2509 ทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดก ถือว่าฟ้องแทนทายาทคนอื่น เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าผู้จัดการมรดกกระทำการไปด้วยความไม่สุจริต และประมาทเลินเล่อการกระทำของผู้จัดการมรดกผูกพันกองมรดกคดีถึงที่สุด ต่อมาผู้จัดการมรดกคนใหม่ ซึ่งเข้ามาแทนผู้จัดการมรดกคนเก่า ฟ้องผู้จัดการมรดกทำนอกเดียวกับที่ทายาทฟ้องในคดีก่อน ถือว่าเป็นการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาฟ้องแทนทายาทอีกเป็นการใช้สิทธิของทายาท ที่เป็นตัวการฟ้องไปแล้วนั่นเอง
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2259/2526 สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องระหว่างนายว่าวกับนางโฉมจำเลยที่ 2 ผลของสัญญาดังกล่าวจะใช้บังคับต่อกันได้เฉพาะแต่คู่สัญญาเท่านั้น นางสงัดโจทก์ก็มิใช่คู่สัญญากับนางโฉม จะบังคับนายโฉมยอมให้นางสงัดซื้อหรือไถ่ถอนที่พิพาทคืนไม่ได้ นายว่าวโจทก์คดีนี้จึงมีอำนาจฟ้องนายโฉมจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        กรณีอื่น ๆ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 583/2538 จำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ เป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 กับให้คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไป คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์คดีส่วนแพ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา เพราะถือว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์นำคดีมารื้อร้องฟ้องจำเลยที่ 1 อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 589/2538 คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่ ว. กับ ศ. ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ขับไล่บุคคลทั้งสอง ชั้นบังคับคดีจำเลยได้ยื่นคำร้องว่าไม่ใช่บริวารบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นบริวาร และให้ขับไล่จำเลยคดียังไม่ถึงที่สุด ดังนี้เมื่อคดีก่อนจำเลยมิได้เป็นคู่ความ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยคู่ความในคดีนี้กับคดีก่อน จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกันอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และ 149
        คำพิพากษาฎีกาที่ 5352/2540 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่สามีจำเลยออกจากที่ดินพิพาท สามีจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของสามีจำเลยให้ยกฟ้องโจทก์ แต่โจทก์โดย ด. พี่โจทก์นำช่างรังวัดมารังวัดที่ดินพิพาท จำเลยคัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยกับสามีจำเลย ต่อมาสามีจำเลยถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ออกจากที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยในคดีนี้เป็นภริยาของจำเลยในคดีก่อนได้ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทกับจำเลยในคดีก่อน ตลอดมาจนกระทั่งจำเลยในคดีก่อนถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยในคดีนี้ได้ครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อมา จำเลยในคดีนี้จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากจำเลยในคดีก่อน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
กรณีที่ถือว่าไม่เป็นคู่ความเดียวกัน
        ถ้าคู่ความในคดีที่พิจารณานั้นไม่ใช่คู่ความเดิมแล้ว ถึงแม้ในระหว่างคดีจะมีคู่ความเดิมเข้ามาก็ไม่ทำให้ผลของการพิจารณาว่าจะเป็นฟ้องซ้ำ หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าไม่ใช่คู่ความเดิมก็ไม่เป็นเรื่องฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 144/2484 คดีแรกบริษัทอิสเอเชียติ๊กเคยฟ้องจำเลยเรียกเงินที่จำเลยกู้ยืมไป แต่บริษัทไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกเงินจำนวนเดียวกันอีก โดยมีสัญญาระบุโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย กรณีไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน เพราะโจทก์มิใช่คู่ความเดียวกับบริษัทอิสเอเชียติ๊ก และมิได้ฟ้องโดยอาศัยสิทธิของบริษัทด้วย
        คำพิพากษาฎีกาที่ 183/2512 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่บุตรเขยจำเลย ให้รื้อถอนบ้านเรือนออกไปจากที่พิพาท ซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์ บุตรเขยจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยรื้อถอนบ้านเรือนออกไปจากที่พิพาท บุตรเขยจำเลยร้องสอดเข้าต่อสู้คดีร่วมกับจำเลย ดังนี้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยในคดีนี้มิใช่คู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่บุตรเขยจำเลยร้องสอดเข้ามาในคดีด้วยความสมัครใจ ไม่ทำให้ฟ้องระหว่างโจทก์จำเลยเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 640/2515 เดิมนางเคี้ยวมารดาของนายท้ามโป้ย เคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และผู้ร้องได้เข้าเป็นผู้คัดค้าน คดีหลังผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกรายเดียวกัน และนายท้ามโป้ยได้ยื่นคำร้องคัดค้าน คู่ความทั้งสองคดีมิใช่คู่ความเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้ผู้ร้องมิได้เคยร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2811/2519 จำเลยที่ 1 ฟ้องภริยาโจทก์เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์ยินยอมให้ภริยาโจทก์ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กับภริยาโจทก์ประนีประนอมยอมความกันในคดีนั้น ศาลพิพากษาตามยอมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินรายเดียวกันอีกไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ
 
ประเด็นที่วินิจฉัยเหตุอย่างเดียวกัน
หลักการในข้อนี้มีสาระสำคัญที่มีความสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
        1) ประเด็นที่ได้วินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยถึงประเด็นข้ออ้าง หรือประเด็นในคดีเป็นการกล่าวถึงเนื้อหาสาระที่ฟ้องร้องกัน คือ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ และเหตุแห่งการรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในคำให้การของจำเลย เช่น กรณีโจทก์ถอนฟ้องหรือศาลสั่งจำหน่ายคดี หรือยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์เคลือบคลุมอย่างนี้ไม่ถือว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี ดังนั้นถ้าจะมาฟ้องใหม่ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        (1) กรณีที่ถือว่าวินินิจประเด็นแห่งคดีแล้ว
        ก. เมื่อศาลพิพากษาแล้ว แม้ต่อมาเกิดเหตุใด ๆ ขึ้นก็นำประเด็นเดิมมาฟ้องใหม่ไม่ได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 261/2488 เดิมนายเขียนร่วมกับอัยการเคยฟ้องนายวิรัตน์เป็นคดีอาญาว่า นายวิรัตน์ลักเอาสัญญากู้กับโฉนดที่นายวิรัตน์กู้ยืมเงินไปจากนายเขียน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา นายเขียนก็มาฟ้องนายวิรัตน์เป็นคดีแพ่งเรียกเงินตามสัญญากู้ คดีถึงที่สุดปรากฏว่านายเขียนชนะคดี ศาลบังคับให้นายวิรัตน์ชำระเงิน 2,000 บาทแก่นายเขียน ต่อมาคดีอาญาถึงที่สุด โดยศาลตัดสินว่า นายวิรัตน์ ไม่เคยทำสัญญากู้กับนายเขียน ให้ยกฟ้องของอัยการและนางเขียน นายวิรัตน์จึงมาฟ้องนายเขียนเป็นคดีเรียกเงิน 2,000 บาทคืน อ้างว่าเป็นลาภมิควรได้ เพราะนายเขียนรับไว้โดยปราศจากมูลหนี้
        ศาลฎีกาตัดสินว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นในคดีนี้เหมือนกับประเด็นในคดีแพ่งเดิม คือโจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยหรือไม่ คำพิพากษาคดีอาญาไม่อาจลบล้างคำพิพากษาคดีแพ่งได้ และคดีก็ไม่เข้าลักษณะลาภมิควรได้ เพราะจำเลยรับชำระหนี้โจทก์ไปตามคำพิพากษาซึ่งมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย หาใช่ปราศจากมูลจะอ้างตามกฎหมายไม่
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1270/2495 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในคดีก่อน อ้างว่าจำเลยใช้สถานที่เช่าเพื่อประกอบการค้า ศาลวินิจฉัยว่าเช่าเพื่ออยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ได้รับความคุ้มครองตาม พรบ. ควบคุมค่าเช่า ฯ แม้ภายหลังจะได้มีคำพิพากษาฎีกาหลายเรื่องวินิจฉัย คำว่า "เคหะ" ตาม พรบ. ควบคุมค่าเช่าเป็นอย่างใดก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาคดีก่อนว่าไม่เป็นเคหะได้ การที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่อ้างว่าจำเลยขยายกิจการค้าและเสียค่าเช่าเพิ่ม ยังไม่พอให้เห็นว่า จำเลยได้เปลี่ยนเจตนาจากอยู่อาศัยมาเป็นการเช่าเพื่อการค้า (ซึ่งจะถือได้ว่าเป็นเหตุเกิดขึ้นใหม่ อันทำให้โจทก์ฟ้องได้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 556/2501 ศาลพิพากษาคดีพิพาทกรรมสิทธิ์ไปแล้วว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์จะกลับมาฟ้องใหม่ว่า คำพิพากษาในคดีก่อนไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โดยประเด็นในคดีก่อนและในคดีหลังก็คือ ทรัพย์พิพาทเป็นของใครและอาศัยเหตุอันเป็นที่มาแห่งกาได้กรรมสิทธิ์ของฝ่ายไหนอย่างไร
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1544/2517 โจทก์จำเลยเป็นความกันเกี่ยวกับการรังวัดแบ่งที่พิพาทตามคำพิพากษา จนศาลฎีกาได้พิพากษาให้โจทก์จัดการแบ่งแยกโฉนดที่พิพาทให้จำเลยแล้ว โจทก์จะมาฟ้องคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วไม่ได้
        ข. เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ถ้าบังคับคดีไม่ได้ ก็มาฟ้องใหม่ไม่ได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 431/2490 โจทก์เคยฟ้องขอห้ามจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรที่มิชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมิให้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก ศาลพิพากษาห้ามแล้ว ต่อมาศาลพิพากษาอีกคดีหนึ่งว่า จำเลยเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกอีก โจทก์จึงฟ้องขอห้ามอีกในคดีนี้ ศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นฟ้องซ้ำ เพราะโจทก์อ้างเหตุเดิมที่ว่าจำเลยมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ซึ่งศาลวินิจฉัยไปแล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้อาศัยสิทธิอันใดมาเกี่ยวข้องกับที่ดินมรดกนี้ ฟ้องของโจทก์จึงต้องห้าม
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1430/2497 คดีก่อน ศาลพิพากษายกฟ้อง ก. ที่ขอให้ขับไล่และห้าม ข. มาเกี่ยวข้องในที่ดิน โดยฟังว่าที่พิพาทเป็นของ ข. ครั้นต่อมา ข. เข้าถากถางทำรั้ว ก. กลับขัดขวาง ข. จึงกลับฟ้อง ก. ขอแสดงกรรมสิทธิ์ให้ออกโฉนด และห้าม ก. ไม่ให้เกี่ยวข้อง คำขอที่แสดงกรรมสิทธิ์ และให้ออกโฉนดอาจบังคับได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว ศาลไม่พิพากษาให้ ศาลพิพากษาในคดีหลังเฉพาะห้ามมิให้ ก. เข้าเกี่ยวข้องในที่พิพาทเท่านั้น
        คำพิพากษาฎีกาที่ 606/2501 โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร และจ่ายต่อไปเป็นรายปี แต่แล้วโจทก์จำเลยยอมความกัน โดยจำเลยยอมจ่ายเงินค่าเลี้ยงดู มีกำหนด 12 เดือน เมื่อจำเลยจ่ายเงินครบตามกำหนดแล้วจำเลยก็ไม่จ่ายต่อไปโจทก์จึงมาฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงดูต่อ
        ศาลฎีกาตัดสินว่า แม้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรระหว่างเป็นผู้เยาว์ตาม ปพพ. มาตรา 1536 แต่การฟ้องร้องและพิจารณาพิพากษาคดีต้องอยู่ในบังคับของ ปวพ. คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายปี ๆ ละเป็นเงิน 3,000 และขอสำหรับปีต่อ ๆ ไปด้วย แต่กลับทำยอมความให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงดูเพียงปีเดียว ทำให้เห็นว่าการตกลงดังกล่าวจำกัดหน้าที่จำเลยในอันที่จะต้องอุปการะเด็ก เฉพาะที่จะต้องให้แก่โจทก์ เพียงกำหนด 1 ปี ฉะนั้นการที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงดูต่อไปทำนองเดียวกับที่โจทก์เคยขอมาแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 82/2512 โจทก์เคยเป็นความกับจำเลยมาก่อน ผลที่สุดได้ตกลงทำสัญญายอมความแบ่งที่พิพาทกัน และศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยขัดขืนไม่ยอมไปทำสัญญาแบ่งแยกตามคำพิพากษา ก็ชอบที่โจทก์จะขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีไปเลย การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยให้ไปทำสัญญาแบ่งแยกที่ดินอันเป็นประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์พิพาทนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม
        ค. ศาลยกฟ้องเพราะเรื่องพยานหลักฐาน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1182/2491 โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลย ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์สืบไม่ได้ความแน่นอนว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินรายพิพาท แต่ศาลก็มิได้ชี้ว่าเป็นที่ของผู้ใด โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยใหม่ ดังนี้ ศาลฎีกาตัดสินว่า คำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อน เป็นคำชี้ขาดในประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินรายพิพาทหรือไม่แล้ว การฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ที่โจทก์คัดค้านว่า ศาลจะต้องชี้ขาดว่าที่ดินเป็นของใครแล้ว จึงจะได้ชื่อว่าได้ชี้ขาดในประเด็นนั้นเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์เอง
        คำพิพากษาฎีกาที่ 578/2492 โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ในคดีก่อนศาลพิพากษาว่า หนังสือสัญญาไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาตามฟ้องของโจทก์ ให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ไปจัดการให้เจ้าพนักงานปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้ว จึงมาฟ้องใหม่ ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ เพราะที่ศาลยกฟ้องคดีก่อนก็โดยเหตุผลว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ ถือว่าวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว
        ตามความเป็นจริงแล้วโจทก์ควรขออนุญาตต่อศาลเพื่อให้ปิดอากรแสตมป์ในระหว่างพิจารณาก็ได้ แต่เพียงก่อนศาลพิพากษา ถึงแม้จะมีการปิดอากรแสตมป์ในภายหลังก็สามารถทำได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1165/2492 โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาแล้ว แต่ในคดีก่อนถึงวันสืบพยาน โจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ศาลจึงสั่งงดสืบแทน แล้วพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์มาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ ศาลฎีกาตัดสินว่าความบกพร่องของโจทก์ในการเสนอพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ก็ดี หรือได้ยื่นพยานหลักฐานฝ่าฝืนวิธีพิจารณาความก็ดี อันเป็นเหตุให้ศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เมื่อศาลยกฟ้อง ก็ได้ชื่อว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นที่นำมาฟ้อง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีของโจทก์แล้ว กรณีต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องใหม่อีกตามมาตรา 148 หรือดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นนั้นอีกตามมาตรา 144 หรือแม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ยังต้องห้ามมิให้ยื่นคำฟ้องเดียวกัน ตามมาตรา 133 อยู่นั่นเอง
        คำพิพากษาฎีกาที่ 792/2493 ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานนั้น ถือว่าพยานหลักฐานโจทก์ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ปวพ. มาตรา 87 (2) อันเป็นเหตุให้ศาลวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน โจทก์จะมาฟ้องใหม่อีกไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1471-1472/2510 เดิมศาลพิพากษาในคดีแดงที่ 15/2495 ซึ่งนายอำเภอวารินชำราบเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ โดยให้ยกฟ้อง แม้ศาลจะมิได้วินิจฉัยในคดีนั้นว่า ที่พิพาทในคดีนั้นเป็นของจำเลยในคดีนั้น (คือโจทก์ในคดีนี้) แต่ผลของคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีก่อนไม่มีพยานหลักฐานฟังว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็ผูกพันโจทก์และผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีในคดีนี้มิให้รื้อร้องฟ้องพิพาทกันอีกว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่
        ง. ศาลยกฟ้อง เพราะความบกพร่องบางอย่างของคำฟ้องโจทก์
        คำพิพากษาฎีกาที่ 367/2499 โจทก์เคยพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินกับจำเลย จนศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า ที่พาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เพราะจำเลยซื้อมาโดยเสียค่าตอบแทนและสุจริต ทั้งได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลย กับผู้ขายที่ดินแก่จำเลย เป็นคดีใหม่อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่พิพาทมากว่า 10 ปี อยู่ในฐานะอันจะได้จดทะเบียนสิทธิก่อนที่จำเลยและจะทำการโอนซื้อขายกันตาม ปพพ. มาตรา 1300 ขอให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ขายเสีย เห็นได้ชัดว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อประสงค์นำสืบว่าถึงเหตุผล ซึ่งโจทก์นำสืบไว้ในคดีก่อนไม่สมบูรณ์เท่านั้น การที่ผู้ขายมิได้เข้าเป็นคู่ความในคดีก่อน ไม่เป็นเหตุที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ซ้ำได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 89/2502 คดีก่อน ศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โดยอาศัยเอกสารของฝ่ายจำเลย แต่ศาลไม่สืบพยานโจทก์ เพราะโจทก์ระบุวันที่ทำสัญญาให้ฟ้องและคำให้การคดีเดิมผิดไป โจทก์ขอแก้ฟ้อง ศาลไม่ยอมให้แก้ โจทก์จึงมาฟ้องคดีใหม่ในประเด็นและสัญญาเดิม แต่อ้างวันในสัญญาให้ถูกต้อง ดังนี้เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องใหม่ไม่ได้
        จ. คำพิพากษาตามยอม ก็ถือว่าวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1438/2493 โจทก์ฟ้องจำเลยขอไถ่ถอนการขายฝากที่ดิน แล้วตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมให้โจทก์ไถ่ถอนได้ภายในกำหนด 2 เดือน ศาลพิพากษาตามยอม ครั้นครบกำหนดแล้ว โจทก์ไม่นำเงินไปไถ่ถอน พึ่งจะนำเงินไปไถ่ถอนภายหลัง จำเลยจึงไม่ยอมให้ไถ่ โจทก์ไปร้องต่อศาล ๆ สั่งไม่บังคับให้ แต่โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาล กลับนำคดีมาฟ้องใหม่ ขอให้บังคับให้จำเลยยอมให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินแปลงนี้อีก ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1484/2506 คดีก่อน จำเลยฟ้องเรียกต้นเงินกู้และดอกเบี้ยจากโจทก์ อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา โจทก์ต่อสู้ว่ามิได้ผิดสัญญา เพราะโจทก์มอบนาให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยแล้ว ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยโจทก์ยอมใช้เงินต้นและดอกเบี้ยตามฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยเรียกค่าขาดประโยชน์การทำนาอ้างว่า มอบนาให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยแล้ว จำเลยมาฟ้องเรียกดอกเบี้ยอีก ทำให้โจทก์เสียหายนั้นไม่ได้ เพราะข้ออ้างที่ว่าโจทก์มอบนาให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยนั้นได้ระงับสิ้นไปแล้วตามสัญญายอมความ และเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ก็ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก
        คำพิพากษาฎีกาที่ 979/2508 เดิมโจทก์กับจำเลยทั้งหมดได้รับโอนที่ดินจากผู้มีชื่อคนหนึ่ง และเข้าครอบครองตลอดมา แต่ตอนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้มีชื่อโอนโฉนดให้สลับกันเพราะความสำคัญผิด ต่อมา โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับให้โอนโฉนดคืนให้ถูกต้อง ทั้งโจทก์และจำเลยต่างทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งโฉนดกัน ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว โจทก์มาฟ้องศาลอีกขอให้เพิกถอนสัญญายอมความนั้น อ้างว่าโจทก์สำคัญผิดในสารสำคัญ ขอให้แบ่งโฉนดใหม่ ศาลฎีกาตัดสินว่า กรณีนี้มิใช่ฟ้องซ้ำ หากแต่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิผิดทาง เพราะโจทก์ควรจะใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกา แทนที่จะฟ้องใหม่
        (2) กรณีที่ถือว่ายังมิได้วินิจฉัย
        ก. ยกฟ้องเพราะโจทก์ฟ้องผิดศาล
        คำพิพากษาฎีกาที่ 809/2481 เดิมโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงมีนบุรี หาว่าจำเลยทำผิด พรบ. เลือกตั้ง ศาลแขวงมีนบุรีไม่รับฟ้องอ้างว่าไม่มีอำนาจ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา ระหว่างนั้นศาลแขวงมีนบุรีได้ยกฐานะขึ้นเป็นศาลจังหวัดโจทก์จึงยื่นฟ้องใหม่ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 105/2495 โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแขวง ๆ ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า เป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวง โจทก์จึงนำคดีไปฟ้องยังศาลแพ่ง ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องอีก โดยวินิจฉัยว่าเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวง โจทก์จึงมายื่นฟ้องต่อศาลแขวงอีกครั้ง ดังนี้ เป็นเรื่องโจทก์มาฟ้องคดีใหม่ กรณีมิใช่มาตรา 144 และไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148 เพราะศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องอันเป็นมูลฟ้องนั้น ศาลแขวงต้องรับฟ้อง
        ข. ยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1413/2494 โจทก์เคยฟ้องจำเลยในนามของตนเอง ศาลพิพากษาว่าไม่มีอำนาจฟ้องจึงพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริง ภายหลังโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่ โดยเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิฟ้องจำเลย ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ผู้ฟ้องคดีหลังเป็นคนละคนกับคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 345/2495 โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ออกจากห้องเช่าของโจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุว่า ฟ้องของโจทก์ไม่กล่าวอ้างถึงเหตุใดเหตุหนึ่งที่ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่ โจทก์จึงมาฟ้องใหม่อ้างว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าโดยเอาห้องไปให้เช่าช่วง ขอให้ขับไล่ ดังนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1404-1405/2508 โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลย ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้องนั้น ศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อต่อสู้เรื่องขับไล่ ฉะนั้นโจทก์จึงมาฟ้องขับไล่ได้ใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1115/2511 โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่พิพาทมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ศาลงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยพยายามบุกรุกเมื่อใดและเมื่อจำเลยยังมิได้บุกรุกจึงไม่เป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ คดีถึงที่สุดโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยใหม่ยืนยันว่า จำเลยบุกรุกที่พิพาทเมื่อใด เนื้อที่เท่าใด ดังนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของใคร จำเลยบุกรุกจริงหรือไม่
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2047/2514 คดีเดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์นอกจากที่นา 1 แปลง ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ให้ยกฟ้อง คงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเฉพาะฟ้องที่เกี่ยวกับที่นา 1 แปลงนั้น โจทก์จึงมาฟ้องคดีใหม่เกี่ยวกับทรัพย์รายเดิมโดยบรรยายข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้เห็นว่า จำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว ย่อมทำไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ
        ค. ยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์บกพร่องบางประการ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1441/2492 คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินในโฉนดดังระบุไว้ โจทก์ได้มาโดยชนะความผู้มีชื่อ แล้วครอบครองถือสิทธิเป็นเจ้าของมา 20 ปีเศษ ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คดีนั้นศาลฟังว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทมาเกิน 10 ปีจริง แต่ที่ดินมิใช่ที่ซึ่งโจทก์ชนะความผู้มีชื่อเป็นที่อีกแห่งหนึ่ง จึงเห็นว่าฟ้องกล่าวอ้างข้อหาไม่ตรงกัน จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องใหม่อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่รายนี้มาโดยสงบและเปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของมา 20 ปีเศษ ขอให้ศาลแสดงว่าเป็นที่ของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นข้อที่ว่าได้กรรมสิทธิ์ในทางครอบครองนี้ ศาลคดีก่อนยังหาได้พิพากษาชี้ขาดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1254/2508 โจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับคดีอาญาที่ศาลแขวงในข้อหาว่าฉ้อโกง และเรียกเงินคืนจากจำเลยด้วย ศาลแขวงวินิจฉัยแต่เพียงว่า จำเลยไม่ได้ใช้อุบายหลอกลวงเอาความเท็จมากล่าว ทั้งมิได้ปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรแจ้งให้ทราบ คดีไม่มีทางลงโทษจำเลยทางอาญา ส่วนประเด็นที่ว่าเงิน 6,300 บาท ที่โจทก์ไปไถ่ถอนจำนอง จะเป็นเงินของโจทก์หรือไม่ และจำเลยจะได้รับเงินอีก 700 บาทจากโจทก์หรือไม่ ศาลแขวงกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย แสดงว่าประเด็นข้อนี้ศาลแขวงยังไม่ได้วินิจฉัย โจทก์มาฟ้องเรียกเงินจำนวน 7,000 บาท ที่ศาลจังหวัด ดังนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1063/2509 โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยได้ขายฝากที่พิพาทไว้กับโจทก์ และจำเลยมิได้ไถ่คืนภายในกำหนด ที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยได้อุทธรณ์ต่อมา แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่ายังไม่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์พิพาทเป็นของโจทก์ผู้ให้เช่าหรือไม่ ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อันเป็นคำพิพากษาชั้นที่สุดยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว (แม้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว แต่ประเด็นก็มิได้ยุติที่ศาลชั้นต้น) จำเลยจึงยกขึ้นต่อสู้ และขอให้วินิจฉัยใหม่ในคดีนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตาม ปวพ. มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 666/2510 คดีก่อนศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เพราะฟ้องไม่บรรยายข้อเท็จจริงยืนยันว่าทางพิพาทตามฟ้องนั้นเป็นทางสาธารณะ ทางภาระจำยอมหรือไม่ โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยอีกอ้างว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม คดีหลังย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1225/2511 เมื่อศาลพิพากษาว่า ประธานกรรมการไม่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัทโจทก์แล้ว ศาลย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยในฟ้องอีก เพราะจะวินิจฉัยประเด็นอื่นได้ก็ต่อเมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ฉะนั้นเมื่อศาลวินิจฉัยประเด็นอื่นไปด้วย จึงเป็นการวินิจฉัยเกินเลยไป ยังถือไม่ได้ว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นอื่นนั้น โจทก์จึงนำประเด็นนั้นมาฟ้องอีกได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        2) ประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในภายหลัง เป็นประเด็นที่มีเหตุอย่างเดียวกันกับประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว
        โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันคือ เหตุอันเป็นมูลคดีที่นำมาฟ้องร้องใหม่เป็นเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน[3] อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละหนกันจะถือว่าเป็นคนละเหตุกัน ดังนั้นเหตุการณ์ที่เหมือนกันแต่เกิดคนละเวลานั้น ไม่อยู่ในความหมายของคำว่าเหตุอย่างเดียวกัน
        ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2803/2526 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย ที่โจทก์อยู่ในที่เช่าหลังครบสัญญาเช่าแล้ว และค่าเสียหายอันเนื่องจากโจทก์จะขายที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยเช่าให้แก่ผู้อื่น ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าใช้โทรศัพท์ที่ค้างชำระ ซึ่งโจทก์เพิ่งได้รับใบเสร็จรับเงินมาหลังจากยื่นฟ้องคดีก่อน แต่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน คือความเสียหายอันเกิดจากสัญญาเช่าฉบับเดียวกันนั่นเอง ค่าสินไหมทดแทน ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าใช้โทรศัพท์ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่านั้นเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1013/2527 คดีนี้กับคดีก่อนมีคู่ความรายเดียวกัน มรดกที่พิพาทรายเดียวกันคดีมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ในระหว่างโจทก์จำเลยใครเป็นผู้มีสิทธิรับมรดก คดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับที่นำมาฟ้องในคดีก่อนสมบูรณ์ โจทก์คดีก่อนมีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมแต่ผู้เดียว โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกลับมาฟ้องโจทก์คดีก่อนเป็นจำเลยคดีนี้เรียกเอามรดกรายเดียวกันอีก โดยอ้างพินัยกรรมฉบับใหม่ แม้เหตุที่อ้างในคดีนี้จะต่างกับคดีก่อน โดยอ้างว่ามีพินัยกรรมฉบับใหม่ก็ตาม แต่พินัยกรรมฉบับหลังนี้ก็มีอยู่แล้วก่อนพิพาทกันในคดีก่อนโจทก์คดีนี้ขอบที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีก่อนได้ แต่ก็หาได้ยกขึ้นต่อสู้ไป เมื่อแพ้คดีแล้วจะกลับมาอ้างเหตุที่ตนมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคดีก่อนมารื้อร้องฟ้องกันอีก จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 3670/2527 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านกล่าวหาว่าผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง โดยฟังว่าไม่เป็นการละทิ้งหน้าที่ โดยไม่มีเหตุอันสมควรคดีถึงที่สุด ดังนั้นการที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขออนุญาตลงโทษผู้คัดค้านอัน เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน ซึ่งผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องขออนุญาตเลิกจ้าง หรือลงโทษผู้คัดค้านควบคู่ไปทั้งสองกรณีได้ในคดีก่อนอยู่แล้วตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 จึงเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 387/2524 การเลิกจ้างย่อมเป็นมูลให้เรียกร้องค่ารถไป และสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้า และโจทก์อาจฟ้องเรียกร้องรวมในคดีก่อนได้อยู่แล้ว แต่ไม่ฟ้องกลับฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เรียกสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้า ดังนี้ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสอง เนื่องมาจากมูลฐานเดียวกันเป็นฟ้องซ้ำ วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม
.วิ. แพ่ง มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 558/2532 โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลย ซึ่งในชั้นพิจารณาศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่ไม่มีพยานมาสืบในประเด็นที่ว่าจำเลยปลูกอาคารบ้านพักในเขตที่ดินของโจทก์หรือไม่ จึงพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดโจทก์จะมาฟ้องคดีใหม่ว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นการกล่าวอ้างประเด็นที่ได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยยังคงทำละเมิดอยู่ตลอดเวลา และเรียกค่าเสียหายนั้นประเด็นสำคัญคงเป็นอย่างเดิม ซึ่งเป็นฟ้องซ้ำเช่นเดียวกัน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2986/2533 คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินต้องห้ามโอน 10 ปี โจทก์บอกเลิกสัญญาขอให้บังคับจำเลยคืนมัดจำ และเรียกเบี้ยปรับ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญามาฟ้องจำเลย พิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยคืนมัดจำ เนื่องจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นโมฆะ มูลคดีของเรื่องและคำขอบังคับเป็นอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ แพ่ง
มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1239/2537 คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีอ้างฐานะของความเป็นทายาท ผู้มีส่วนได้เสียในกรณีที่กองทรัพย์สินของ ส. ถูกจำเลยทั้งสองใช้จ่ายไปโดยไม่สุจริต ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนจำเลยทั้งสองออกจากการเป็นผู้อนุบาลของ ส. ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีอ้างฐานะของความเป็นผู้อนุบาลของ ส. ซึ่งเกิดจากคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้น ในดดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินส่วนที่จำเลยทั้งสองในฐานผู้อนุบาลของ ส. นำจากกองทรัพย์สินของ ส. ไปใช้โดยไม่สุจริตคืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้ว่ากล่าวกันในคดีก่อนแล้ว การอ้างฐานะในการใช้สิทธิต่างกันของโจทก์ทั้งสองที่ทรงสิทธิเดียวกัน เช่นนี้หาได้ทำให้ฐานะของการเป็นคู่ความของโจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลง หรือต่างกันไปด้วยไม่ โจทก์ทั้งสองยังมีฐานะเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์รายเดียวกันกับคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีก่อน และพิพาทกันในประเด็นเดียวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีก่อน ห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองรื้อร้องฟ้องกันใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2948/2537 ในคดีก่อนชั้นบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้ประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ส. ของ น. ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งเป็นสามีของ น. ยื่นคำร้องว่าโจทก์มิใช่บริวารของ ส. และ น. และอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยการคอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นเชื่อว่าโจทก์เป็นบริวารของ ส. และ น. จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบด้วย มาตรา 142 (1) โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง คดีในชั้นบังคับคดีระหว่างจำเลยทั้งสอง (โจทก์ทั้งสองในคดีก่อน) กับโจทก์ในคดีนี้ถึงที่สุด จึงต้องฟังว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ โดยตั้งรูปคดีเช่นเดียวกับที่โจทก์ยื่นคำร้องในคดีก่อนว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อโจทก์จำเลยในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน โดยคดีชั้นร้องขอให้บังคับคดีในคดีก่อนเป็นคดีระหว่างจำเลยทั้งสอง (โจทก์ทั้งสองในคดีก่อน) กับโจทก์ในคดีนี้ในฐานะผู้คัดค้าน โจทก์จำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแล้ว คดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่ามีประเด็นอย่างเดียวกัน เมื่อประเด็นในคดีก่อนศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตาม
.วิ.พ. มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 6221/2537 จำเลยเคยฟ้องโจทก์ขอให้ส่งมอบสินส่วนตัว และแบ่งสินสมรส โจทก์ให้การประการหนึ่งว่าโจทก์เป็นหนี้ธนาคาร ซึ่งโจทก์กู้มาใช้ในครอบครัว หากต้องแบ่งสินสมรสให้จำเลยแล้วจะต้องหักเงินดังกล่าวกึ่งหนึ่งให้โจทก์ด้วย ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ได้กล่าวถึงหนี้ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุด การที่โจทก์นำหนี้สินซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีอีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคแรก
        คำพิพากษาฎีกาที่ 456/2538 โจทก์เคยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่จำเลยสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับการทำงานและกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษาว่าคำสั่งของจำเลยที่สั่งลงโทษโจทก์ชอบแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ โดยขอให้จำเลยจ่ายเงินเดือนที่ถูกลดไปตามคำสั่งดังกล่าว ซึ่งโจทก์อาจเรียกร้องให้พิจารณาถึงสิทธิดังกล่าวได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว คดีนี้จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิมเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2578/2538 แม้คดีก่อนเป็นคดีที่จำเลยฟ้องขอให้โจทก์ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาท แต่การวินิจฉัยคดีนั้นศาลต้องวินิจฉัยด้วยว่าโจทก์ หรือจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อศาลได้วินิจฉัยโดยปริยายว่าจำเลยมีสิทธิครอบครอง การที่โจทก์มาฟ้องขอให้บังคับจำเลย และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าเป็นของโจทก์ และจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 5530/2539 การที่โจทก์เคยยื่นคำร้องขอต่อศาลในคดีก่อน ให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ นั้น ย่อมเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำนอง โดยอาศัยบุริมสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตาม
.วิ.พ. มาตรา 289 เมื่อโจทก์มาฟ้องบังคับจำนองเอาแก่จำเลยเป็นคดีนี้ คู่ความในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน คำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว มูลหนี้กับหลักประกันคือ สัญญาจำนองที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ก็เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคำร้องขอของโจทก์ในคดีก่อน ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 6615/2539 คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1897 พร้อมทั้งที่ดินส่วนที่เกินนอกโฉนด ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้คดีถึงที่สุด
โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว และได้รับเงินจากจำเลยพร้อมกับส่งมอบการครอบครอง ให้จำเลยเรียบร้อยแล้วกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงตกเป็นของจำเลย ฉะนั้นการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก โดยที่โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน ทั้งที่ดินพิพาทก็เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แม้ในคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพาพาทเป็นที่ดินมีโฉนดไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์ จึงตกเป็นโมฆะจำเลยไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท และมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1897 ครึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์จำเลยก็ตาม ก็เห็นได้ว่าประเด็นแห่งคดีที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก็ เพื่อให้ศาลชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนที่ถึงที่สุดไปแล้วฟ้องโจทก์ จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
        คำพิพากษาที่ฎีกาที่ 4545/2540 ที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ผู้ร้องเคยร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในดคีก่อน เมื่อศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว โดยระบุชัดว่าเป็นที่ดินส่วนใต้สุดมุมตะวันตก จึงเป็นการรับรองว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิที่ดินเฉพาะส่วน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา จำนวนเนื้อที่ตามที่ศาลชั้นต้นระบุนั้นเป็นเพียงการกะประมาณเท่านั้น มิได้กำหนดไว้เป็นจำนวนแน่นอนแต่อย่างใด ภายหลังปรากฏจากการรังวัดว่าที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ โดยการครอบครองนั้นมีเนื้อที่ถึง 240 ตารางวา ผู้ร้องย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทั้งหมดรวมถึงที่ดินพิพาท 40 ตารางวา ด้วยผู้ร้องชอบที่จะดำเนินการบังคับเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเนื้อที่ 40 ตารางวา ดังกล่าวในคดีก่อน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้อง เพื่อให้ศาลวินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ซึ่งศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วถือว่าเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
        กรณีที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วศาลพิพากษาตามยอมอย่างนี้ ถึงแม้ว่าคดีนั้นจะไม่ได้ทำยอมกันในทุกประเด็นที่มีการฟ้องร้องกันก็ตาม ในกรณีอย่างนี้ถือว่าทุกประเด็นที่ได้เคยกล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องคดีเดิมนั้นศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีทุกประเด็นแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องนั้นในคำพิพากษาก็ตาม การที่ศาลพิพากษาตามยอมในคดีใดก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดทุกประเด็นในคดีเรื่องนั้นที่ได้ฟ้องกันแล้ว
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1438/2493 โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ไถ่ถอนที่ดินจากการขายฝากและตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ไถ่ถอนได้ภายในกำหนด 2 เดือน ศาลพิพากษาตามยอม ครั้นครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่นำเงินไปไถ่ถอน เพิ่งเอาเงินไปไถ่ถอนภายหลัง จำเลยจึงไม่ยอมให้ไถ่ถอน โจทก์ไปร้องต่อศาล ศาลไม่สั่งบังคับให้ แต่โจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลกลับนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินแปลงนี้อีก เป็นฟ้องซ้ำ
        อีกกรณีคือคู่ความท้ากันให้ศาลวินิจฉัยคดีโดยเหตุใดก็ดี หรือกรณีที่โจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามเนื้อหาที่ฟ้องก็ดี หรือกรณีที่พยานหลักฐานที่นำสืบฟังไม่ได้ก็ดี หรือในกรณีที่ศาลสั่งงดสืบพยานเพราะความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ เช่น โจทก์ขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือไม่มีพยานหลักฐานมาสืบในศาล เช่นนี้ เป็นกรณีที่ถือว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหานั้นแล้ว ถึงแม้จะไม่มีคำวินิฉัยก็ตาม เช่น โจทก์ฟ้องว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของโจทก์ จำเลยเข้ารบกวนการครอบครอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของจำเลย ข้อพิพาทมีว่าที่ดินเป็นของโจทก์หรือของจำเลย คู่ความอาจท้ากันเอาเหตุอื่นมาตัดสินคดี โดยไม่ต้องมีข้อเท็จจริงมาสืบว่าที่ดินเป็นของใคร ถ้าโจทก์ยอมสาบานจำเลยยอมแพ้ ถ้าสาบานไม่ได้โจทก์แพ้คดี อย่างนี้เป็นการท้ากัน ก็ต้องถือว่าท้ากันแล้วผลของคำถ้าสามารถที่จะตัดสินได้ตามคำถ้าแล้ว ก็ต้องถือว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคำฟ้องนั้นแล้ว ถึงจะไม่มีคำวินิจฉัยจริง ๆ ก็ตาม
        ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ประเด็นเดียวกันแต่คนละเหตุ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1062/2520 ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีพยานมาสืบในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่
จำเลยออกจากห้องเช่า ซึ่งโจทก์บอกเลิกการเช่าไม่มีสัญญาเช่าเป็นหลักฐานเมื่อจำเลยยังอยู่ในห้องเช่าโดยไม่มีหนังสือสัญญาเช่าเป็นหลักฐานเมื่อจำเลยยังอยู่ในห้องเช่าโดยไม่มีหนังสือสัญญาเช่า โจทก์ฟ้องขับไล่ใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้มีปัญหาทำให้สับสนว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะการที่จำเลยอยู่ในห้องเช่าของโจทก์เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าการที่จำเลยอยู่ในห้องเช่าโดยไม่มีสัญญาเช่านั้นเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ เมื่อโจทก์ไม่ให้อยู่ให้ออกไปเช่นนี้ การอยู่ของจำเลยก็เป็นการละเมิดการที่จำเลยอยู่มาก่อนนั้นเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องพราะไม่มีพยานสืบจริง แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ออกไปก็ยังมีการกระทำละเมิดอยู่ตลอดเวลาหลังจากศาลพิพากษาไปแล้วจำเลยทำละเมิดอยู่ตลอดเวลา การที่จำเลยอยู่โดยละเมิดหลังจากที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีก่อนแล้ว เช่นนี้ แม้เหตุการณ์ที่เป็นละเมิดจะเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกันก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เหตุเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องมาแล้วเป็นเหตุที่เกิดใหม่ แม้จะต่อเนื่องกันและเหมือนกับคดีเดิมอันจะถือเป็นเหตุอ้างอย่างเดียวกันตามที่บัญญัติไว้ในความหมายของมาตรา 148 นี้
     คำพิพากษาฎีกาที่ 1396/2541 พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ฟ้องอาญาต่อจำเลยในมูลคดีนี้ กล่าวหาว่าจำเลยลักกระแสไฟฟ้าของโจทก์ และขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ลักคืนไปคืนแก่โจทก์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้กระแสไฟฟ้า และค่าเสียหายตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ดังนี้ แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายจะมิได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวก็ถือว่าพนักงานอัยการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนแพ่งแทนโจทก์สำหรับสภาพแห่งความรับผิดซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นความรับผิดตามลักษณะของสัญญาเป็นคนละเหตุกับที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยชดใช้ราคาในคดีอาญา ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีของพนักงานอัยการในคดีก่อน
คนละประเด็นแต่เหตุเดียวกัน
     คำพิพากษาฎีกาที่ 765/2510 ทรัพย์มรดกมีห้องแถว 3 ห้องปลูกอยู่ในที่ดินเช่าจากวัด ทายาทเป็น
โจทก์ฟ้องเรียกห้องสองห้องจากจำเลยซึ่งไม่ใช่ทายาท ในที่สุดตกลงกันแบ่งคนละห้องแต่โจทก์แถลงไว้ด้วยว่าจะฟ้องเรียกห้องที่ 3 จากจำเลยอีก คดีนั้นถึงที่สุด ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกห้องที่ 3 จากจำเลยอีก โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกของผู้ตายไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยไม่เป็นทายาทและทรัพย์ที่เรียกเป็นคนละอันกับคดีก่อน
        ตามคำพิพากษาฎีกานี้ โจทก์แถลงไว้ในคดีก่อนว่าจะเรียกห้องที่ 3 จากจำเลยอีกนั้นมีผลทำให้การวินิจฉัยในปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในการที่คู่ความสงวนสิทธิที่จะฟ้องไว้ในคดีเดิมนั้นถ้าศาลมิได้มีคำพิพากษาว่าไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่แล้ว ข้อสงวนสิทธินั้นไม่เกิดผลอย่างไร ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่โจทก์กล่าวไว้ในคดีเดิมก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากว่าเป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกหรือการใช้สิทธิติดตามทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อผู้ที่ครอบครองทรัพย์อยู่ไม่ใช่ทายาทก็ในเรื่องการฟ้องแบ่งมรดก แต่เป็นการฟ้องเพื่อติดตามทรัพย์คืนจากเจ้าของนั้น เมื่อทรัพย์ใดยังไม่เรียกเขาก็สามารที่จะเรียกได้ เพราะถือว่าสิทธิในตัวทรัพย์นี้คนละอย่างกัน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2082/2530 คดีอรกโจทก์ฟ้องจำเลยให้ยินยอมให้โจทก์ปักเสาและพาดเสาไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลย โดยมิได้เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลย ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์มิได้เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลย ไม่มีสิทธิปักเสาและพาดเสาไฟฟ้าผ่านที่ดินจำเลย ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีแรกจึงมีว่าโจทก์มีสิทธิปักเสาพาดสายผ่านที่ดินจำเลย โดยมิได้เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลย แต่คดีหลังโจทก์กล่าวอ้างว่าในการที่โจทก์จะปักเสาและพาดสายดังกล่าวนั้น โจทก์ได้เสนอให้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้ว จึงมีประเด็นที่จำเลยจะต้องยอมให้โจทก์ปักเสาและพาดสายไฟฟ้าผ่านที่ดินของจำเลยหรือไม่ และด้วยค่าตอบแทนเพียงใด ซึ่งมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วในคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2827/2541 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนี้กับพวกรวม 2 คน รื้อถอนบ้านพิพาทออกจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจนกว่าจะรื้อถอนบ้านพิพาท ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าวโดยฟังว่า จำเลยคดีนี้หรือจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวได้เข้าไปอยู่ในบ้านพิพาทที่โจทก์เป็นเจ้าของ โจทก์จะขอให้จำเลยนี้กับพวกรื้อถอนบ้านพิพาทไม่ได้จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายและคดีถึงที่สุดแล้ว แม้คดีก่อนตามคำฟ้องของโจทก์จะพอแปลได้ว่าเป็นการฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่คดีก่อนศาลวินิจฉัยเพียงว่าบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยนี้กับพวกรื้อถอนบ้านพิพาทไม่ได้โดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินของโจทก์หรือไม่และโจทก์เสียหายเพียงใดเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อน ดังนั้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คนละประเด็นและคนละเหตุ
     คำพิพากษาฎีกาที่ 1254/2493 โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอแบ่งทรัพย์ตามเอกสารฉบับหนึ่งอ้างว่าเป็น
พินัยกรรม ศาลพิพากษายกฟ้องอ้างว่ามิใช่พินัยกรรม คดีถึงที่สุด โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่โดยเอกสารฉบับเดียวกันอ้างว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความของบุคคลอื่นที่ยกทรัพย์ให้แก่โจทก์ ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ตามคำพิพากษาฎีกานี้เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าสิทธิที่อ้างตามตราสารนั้นต่างกัน แม้จะเป็นเอกสารอย่างเดียวกันก็ตาม ในคดีก่อนมีประเด็นว่าเอกสารนั้นเป็นพินัยกรรมหรือไม่ ต้องอาศัยสิทธิหรือข้ออ้างในการฟ้องคดีในฐานะพินัยกรรม ส่วนคดีหลังนั้นมีประเด็นว่าเอกสารนั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นคนละอย่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาพิจารณานั้นในเรื่องข้ออ้างนั้นอย่าไปดูตรงคำขอ เพราะว่าคำขอบังคับอาจจะเหมือนกัน แต่ที่มาหรือสิทธิที่จะก่อให้เกิดการบังคับตามคำขอนั้นเป็นสิทธิอันเดียวกันหรือไม่
     คำพิพากษาฎีกาที่ 545/2513 คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าบิดาโจทก์เป็นผู้ซื้อที่พิพาท เมื่อบิดาโจทก์ตายที่พิพาทเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คดีนี้ศาลพิพากษาว่า บิดาโจทก์เป็นผู้ซื้อที่พิพาทแต่บิดาโจทก์เป็นคนต่างด้าวต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การซื้อขายเป็นโมฆะ ที่พิพาทจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ส่วนคดีหลังโจทก์ฟ้องว่าบิดาโจทก์ซื้อที่พิพาทแล้ว โจทก์และบิดาได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของโดยสงบและเปิดเผยกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นสองเรื่องนี้ต่างกัน การวินิจฉัยก็มิได้อาศัยมูลเหตุอย่างเดียวกัน
     คำพิพากษาฎีกาที่ 5494/2531 คดีก่อนโจทก์ฟ้องในสาระสำคัญว่าโจทก์มีสิทธิในภาพการ์ตูนรูปสุนัขชื่อสนูปปี้ ประเด็นในคดีก่อนจึงมีว่าโจทก์มีสิทธิ์ในภาพกาตูนสนูปปี้และจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ ส่วนคดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างถึงคำว่าลิขสิทธิ์มาเป็นมูล หากแต่กล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้ภาพการ์ตูนสุนัขชื่อสนุปปี้เป็นภาพและชื่อในทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลย ซึ่งเป็นเรื่องอ้างอิงสิทธิในเครื่องหมายการค้า ประเด็นในคดีนี้จึงมีว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าภาพการ์ตูนรูปสุนัขชื่อสนูปปี้และคำว่าสนูปปี้ดีกว่าจำเลยหรือไม่ ประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีนี้จึงไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148
ข้อสังเกต กรณีเรียกได้แต่ไม่เรียกในคดีเดิม
     คำพิพากษาฎีกาที่ 1013/2527 คดีนี้กับคดีก่อนมีคู่ความรายเดียวกันมรดกที่พิพาทรายเดียวกันว่า
ในระหว่างโจทก์จำเลยใครเป็นผู้มีสิทธิรับมรดก คดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิฉัยว่าพินัยกรรมฉบับที่มาฟ้องในคดีก่อนสมบูรณ์ โจทก์ในคดีก่อนมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมแต่ผู้เดียว โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกลับมาฟ้องโจทก์ในคดีก่อนเป็นจำเลยคดีนี้เรียกเอาทรัพย์มรดกรายเดียวกันอีกโดยอ้างพินัยกรรมฉบับใหม่ก็ตาม แต่พินัยกรรมฉบับหลังนี้ก็มีอยู่ก่อนพิพาทกันในคดีก่อน โจทก์คดีนี้ชอบที่จะยกขึ้นต่อสู้ในคดีก่อนมารื้อร้องฟ้องกันอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2807/2526 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์อยู่ในที่เช่าหลังจากครบสัญญาเช่าแล้ว และค่าเสียหายอันเนื่องจากโจทก์จะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยเช่าอยู่แก่ผู้อื่นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้าและใช้ค่าโทรศัพท์ที่ค้างชำระ ซึ่งโจทก์เพิ่งได้รับใบเสร็จรับเงินมาหลังจากยื่นฟ้องคดีก่อน แต่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกันคือความเสียหายอันเกิดจากสัญญาเช่าฉบับเดียวกันนั่นเอง ค่าสินไหมทดแทน ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าใช้โทรศัพท์ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่านั้นเป็นหนี้ที่มีอยู่ในขณะฟ้องแล้วฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2937/2529 วินิจฉัยว่า ป. ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายสำหรับ พ.ศ. 2511 มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในอนาคตมาต่อไปด้วย ศาลพิพากษาให้ ป. ชนะคดีแล้ว ป. ตาย ผู้จัดการมรดกของ ป. ฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อจากเดิมอีกไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ อันนี้ถึงแม้จะเรียกค่าเสียหายหลังจากฟ้องคดีก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเป็นค่าเสียหายที่ต่อเนื่องมาจากเรื่องที่ฟ้องคดีแล้ว ถึงแม้ว่าในคดีเดิมจะไม่ได้เรียกมา มาเรียกใหม่ก็ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำเหมือนกัน
        คำพิพากษาฎีกาที่ 79/2542 คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดกลับขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงบังคับตามคำขอไม่ได้ พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อีก แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 มิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดไปก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
 
        ข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ
        1. เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
        กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีอาจมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่ความ หรือระหว่างคู่ความกับบุคคลภายนอก เช่น คดีก่อนโจทก์ยอมโอนขายที่ดินให้จำเลยครึ่งแปลง โดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมเป็นการแสดงเจตนา แต่จำเลยกลับขอโอนที่ดินต่ออำเภอเป็นของจำเลยทั้งแปลง โจทก์จึงร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่าการโอนไม่ถูกต้องตามยอม จำเลยยืนยันว่าการโอนถูกต้อง ศาลมิได้สั่งประการใดโจทก์ยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่า การโอนในคดีก่อนไม่ถูกต้องขอให้เพิกถอนดังนี้ พอถือได้ว่าเป็นการกระทำในชั้นบังคับคดีในคดีอันไม่เป็นฟ้องซ้ำ (คำพิพากษาฎีกาที่ 490/2506)
        คำพิพากษาฎีกาที่ 508/2507 ศาลพิพากษาให้จำเลยจัดการแบ่งแยกที่ดินโอนขายให้โจทก์ตามแผนที่ท้ายฟ้อง ถ้าจำเลยไม่สามารถขายได้ ให้จำเลยคืนมัดจำพร้อมดอกเบี้ย และใช้ค่าเสียหาย แม้ในชั้นแรกศาลไม่อาจปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำบังคับวิธีแรกได้ จึงบังคับตามวิธีที่ 2 แต่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นถึงที่สุด ต่อมาปรากฏว่าจำเลยยังสามารถแบ่งที่ดินโอนขายให้โจทก์ได้ เมื่อโจทก์ร้องขอศาลย่อมเปลี่ยนแปลงการบังคับคดี ตามคำบังคับวิธีการแรกกับจำเลยใหม่ได้
        แม้ศาลสูงจะได้เคยวินิจฉัยปัญหาในเรื่องการบังคับคดีตามคำบังคับวิธีการที่ 2 มาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม คู่ความก็ย่อมอุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงวินิจฉัยถึงการบังคับคดีตามคำบังคับวิธีการแรกอีกได้ เพราะเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องซ้ำตาม ป. วิ แพ่ง มาตรา 148 (1)
        ถ้าเพียงแต่เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี แต่ไม่ใช่ปัญหาในการบังคับแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับบุคคลอื่น ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีอย่างนี้ไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามข้อนี้ ตัวอย่างเช่น
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2830/2517 คดีเดิมศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ระหว่างการบังคับคดีขายทอดตลาดที่พิพาท เพื่อนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์จำเลยนั้น ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นอีกคดีหนึ่งว่า ผู้ร้องทั้งสามมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทเฉพาะส่วนของจำเลย ผู้ร้องที่ 1 ได้ร้องขัดทรัพย์ขอให้ปล่อยที่พิพาท ศาลสั่งยกคำร้องคดีถึงที่สุด ต่อมาสู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้อีก อ้างว่าผู้ร้องทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยจำเลยยอมยกที่พิพาทส่วนของจำเลยให้ผู้ร้องทั้งสาม ขอให้ศาลปล่อยที่พิพาท ดังนี้สำหรับผู้ร้องที่ 1 นั้นศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท ผู้ร้องที่ 1 ร้องขัดทรัพย์ในประเด็นที่วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตาม ป. วิ แพ่ง มาตรา 148 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม มาตรา 148 (1) เพราะตาม มาตรา 288 ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดคำร้องขัดทรัพย์เหมือนอย่างคดีธรรมดา
        2. เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งได้กำหนดวิธีการชั่ว ให้อยู่ภายในบังคับที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกเสียได้ตามพฤติการณ์
        ตามหลักคำพิพากษานั้นจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ยกเว้น แต่เป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาด หรือผิดหลงเล็กน้อยตาม มาตรา 143 แต่อาจมีกรณีที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้ล่วงหน้า เพราะขณะที่มีคำพิพากษา หรือมีคำสั่งไม่สามารถจะทราบความเสียหายที่แน่นอน หรือพฤติการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ เช่น กรณีค่าเสียหายแก่ร่างกาย หรืออนามัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา448 หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม มาตรา 1598/39
        3. เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ยกฟ้องเสีย โดยไม่ตัดสิทธิ์โจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ในศาลเดียวกันหรือศาลอื่น
        เมื่อคำพิพากษากำหนดไว้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ถึงแม้จะเป็นกรณีตาม มาตรา 148 วรรคแรก จะเป็นฟ้องซ้ำก็ตาม
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2486 – 2487/2517 ในคดีมรดกซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าโจทก์ยังสืบให้รับฟังไม่ได้ถนัดว่าทรัพย์ที่ตกแก่โจทก์มีสิ่งใดบ้าง หรือยังไม่สามารถจะแบ่งทรัพย์มรดกกันได้ในชั้นนี้ ศาลก็ชอบที่จะอนุญาตไว้ในคำพิพากษา หรือคำสั่งเดิมว่าไม่ตัดสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ หากศาลอนุญาตไว้อย่างนี้โจทก์ย่อมนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ แม้ว่าตามหลักเกณฑ์จะเป็นฟ้องซ้ำ คำอนุญาตของศาลก็ย่อมมีผลให้โจทก์มีสิทธิฟ้องใหม่ได้ โดยไม่เป็นการต้องห้าม
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1159/2523 แม้ในคดีนี้โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่โจทก์เคยฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสองกับ ญ บุกรุกในคดีก่อน แต่คดีก่อนนั้นศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองใหม่ภายในอายุความแล้ว โจทก์ชอบที่จะยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม มาตรา 148 (3) ฟ้องของโจทก์คดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน
        อย่างไรก็ตามโจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลกำหนดไว้ ถ้าไม่มาฟ้องตามระยะเวลา หรือเงื่อนไขที่กำหนดไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำตาม มาตรา 148 (3)
        คำพิพากษาฎีกาที่ 265/2534 ศาลยกฟ้องโจทก์ในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่ามีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด จึงสมควรที่จะไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ตาม ป. วิ แพ่ง มาตรา 148 (3)
        ในการพิจารณาข้อยกเว้นตาม มาตรา 148 (3) นี้จะต้องพิจารณาถึงสิทธิฟ้องคดี ในกรณีที่อายุความครบระหว่างที่พิจารณาคดีที่ศาลยกฟ้องนั้นด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีได้ภายในหกสิบวันนั้น แต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด เมื่อสิทธิฟ้องคดีตามกฎหมายสาระบัญญัติมีดังกล่าว ดังนั้นถึงแม้ว่าในคำพิพากษาจะไม่กล่าวถึงกำหนดเวลาที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ หรือกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดเวลาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง
        คำพิพากษาฎีกาที่ 2007/2540 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดปทุมธานีที่เห็นชอบตามคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลเชียงรากน้อย ว่าโจทก์หมดสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอน โจทก์ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 57 โดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดปทุมธานี แต่การฟ้องดังกล่าวนี้ต้องฟ้อง คชก. จังหวัดปทุมธานีเป็นจำเลยด้วย เพื่อให้ คชก. จังหวัดปทุมธานีได้มีโอกาสเข้ามาต่อสู้คดี และชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์การที่โจทก์ไม่ฟ้อง คชก. จังหวัดปทุมธานี จึงทำให้คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดปทุมธานียังไม่ถูกเพิกถอน และยังมีผลบังคับอยู่โจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้รับโอนนาพิพาท และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดปทุมธานี รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากผู้รับโอนโดยลำพังได้ แต่การยกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมเห็นสมควรพิพากษา โดยไม่ตัดสิทธิ์โจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่
 
บทสรุป
        ข้อที่จะต้องทำความเข้าใจคือการฟ้องซ้ำไม่ได้ถือว่าคดีที่ยื่นฟ้องก่อนหรือหลังเป็นสำคัญแต่พิจารณาตรงจุดที่ว่า ขณะที่มีการพิจารณาประเด็นอย่างเดียวกันนั้น การที่จะถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิมถึงที่สุดเมื่อใดนั้นต้องพิจารณาตามมาตรา 147 คำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นมิได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องร้องกันแล้ว ถ้าเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาไม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ถ้าคดีเดิมยังไม่ถึงที่สุดแม้จะมีการพิจารณาประเด็นนั้นก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148 หรือไม่เป็นการฟ้องซ้ำ การฟ้องร้องกันนั้น คดีที่ฟ้องก่อนศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่หลังคดีที่ฟ้องก่อนก็ได้ ถ้าคดีที่ฟ้องทีหลังศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นใดไปแล้ว มีกรณีทีต้องพิจารณาในประเด็นอย่างเดียวกับในคดีที่ฟ้องก่อนอย่างเดียวกับประเด็นในคดีหลังก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำได้เหมือนกัน เพราะในหลักการของการฟ้องซ้ำถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดเป็นสำคัญว่าถึงที่สุดแล้วหรือไม่ โดยการพิจารณาถือเอาเวลาที่ฟ้องร้องเป็นสำคัญในการพิจารณาว่าจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้วจึงจะเป็นฟ้องซ้ำ หากคดีเดิมยังไม่ถึงที่สุดในขณะที่ทำการฟ้องร้องก็ไม่เป็นการฟ้องซ้ำ ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาคดีเดิมได้ถึงที่สุดแล้ว แต่ก็อาจเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำก็ได้

 
 
     
Current Pageid = 79