Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ (ฟ้องซ้อน)
หลักในการพิจารณาการฟ้องซ้อน
1. โจทก์ยื่นฟ้องในขณะคดีแรกอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล
2. โจทก์/จำเลย เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแรก
3. ต้องฟ้องในเรื่องเดียวกัน

ฎีกาที่ 12414/2547
ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว? (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น? ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลังต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่นเจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วย
คำว่า “โจทก์” ตามมาตรา 173 (1)
นอกจากจะหมายถึงโจทก์คนเดียวกับโจทก์ในคดีเดิมแล้ว ยังหมายถึงผู้ที่มีอำนาจทำการแทนโจทก์คนเดิมด้วย เช่น ตัวแทน เจ้าของรวม ผู้จัดการมรดก และทายาท เป็นต้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 966/2518
วินิจฉัยว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งให้จำเลยเช่าที่ดินและฟ้องขับไล่ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งมาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินนั้นอีก เป็นฟ้องซ้อน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2588/2523
ผู้จัดการมรดกฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทายาทของเจ้ามรดกได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงเดียวกันนั้นอีก ถือว่าผู้จัดการมรดกฟ้องในฐานะตัวแทนของทายาท และเป็นเรื่องเดียวกัน มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตามมาตรา 173 (1)
คำฟ้องเรื่องเดียวกัน มีความหมายดังนี้

    1.)  สภาพแห่งข้อหาของคำฟ้องทั้งสองต้องเป็นอย่างเดียวกัน
  คำพิพากษาฎีกาที่ 3019/2517
วินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอแบ่งห้องพิพาทอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกัน คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่ายอมให้จำเลยที่ 2 เข้าอยู่ในห้องพิพาทเป็นเหตุให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ดังนี้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) เพราะสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของสองคดีต่างกัน และคดีหลังมูลคดีเกิดหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน จึงมิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกัน
  คำพิพากษาฎีกาที่ 365/2519
คดีแรกโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมทำการโอนที่พิพาทเป็นของจำเลย คดีหลังโจทก์คนเดียวกันนั้นฟ้องจำเลยว่า หลังจากฟ้องคดีแรกแล้ว โจทก์จำเลยทำยอมความกัน โดยจำเลยยอมโอนที่พิพาทให้โจทก์ และโจทก์ยกหนี้และถอนฟ้องให้แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงฟ้องขอให้จำเลยโอนที่พิพาทให้ ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองคดีต่างกัน

2.) จำเลยในคดีเดิมและจำเลยในคดีใหม่จะต้องเป็นจำเลยคนเดียวกัน(ถ้าเป็นจำเลยต่างคนกันแล้วไม่เป็นฟ้อซ้อน)
    คำพิพากษาฎีกาที่ 1337/2519
วินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ขอแบ่งมรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอแบ่งมรดกอีก และจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีเพราะศาลเรียกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนคำพิพากษาฎีกาที่ 1162/2520 คดีเดิม จำเลยที่ 2 มิได้ถูกฟ้องด้วย จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน)

3.) มูลฟ้องคดีเดิมและมูลฟ้องคดีหลัง ต้องเป็นมูลเดียวกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 11/2505
วินิจฉัยว่า ฟ้องเรียกที่ดินมรดกแปลงหนึ่งจากภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ต่อมาฟ้องเรียกที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่งไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) เพราะเป็นการเรียกทรัพย์จากผู้ไม่มีอำนาจยึดถือไว้และเป็นที่ดินต่างแปลงกับคดีก่อน คำพิพากษาฎีกาที่ 316/2511 เดิมฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายอ้างว่าผิดสัญญาเช่า เพราะจำเลยให้เช่าช่วงและทำให้อาคารของโจทก์เสียหาย ระหว่างพิจารณา สัญญาเช่าหมดอายุ โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายอ้างว่า สัญญาเช่าระงับแล้ว ดังนี้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) เพราะมูลฟ้องคดีหลังเกิดขึ้นหลังจากฟ้องคดีเดิมแล้ว มิใช่เรื่องเดียวกับคดีเดิมคำพิพากษาฎีกาที่ 331/2516
     คดีก่อนฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรมที่นา แต่จำเลยขอรับมรดกที่นานั้น จึงขอให้เพิกถอน คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จะเข้าทำนานั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นของโจทก์ จำเลยไม่ยอมให้ทำ จึงเรียกค่าเสียหาย ดังนี้คดีหลังมิใช่เรื่องเดียวกับฟ้องคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 646/2522
คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำนาของโจทก์ใน พ.ศ.2519 ระหว่างพิจารณาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และพวกว่าเข้าทำนาใน พ.ศ. 2520 เป็นการละเมิดคนละคราวถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) แต่มีคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยไปอีกทางหนึ่งคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 121/2506 และคำพิพากษาฎีกาที่ 1461/2515 กล่าวคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 121/2506 วินิจฉัยว่า ฟ้องขอแบ่งที่นา อ้างว่าเป็นมรดก ซึ่งปกครองร่วมกันมากับจำเลย จำเลยต่อสู่ว่าเคยทำยอมความในเรื่องทรัพย์มรดกรายนี้แล้ว คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์มาฟ้องขอแบ่งที่นารายนี้อีก แต่อ้างสิทธิตามสัญญายอมความ ดังนี้ คดีหลังต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) และคำพิพากษาฎีกาที่ 1461/2515 วินิจฉัยว่าฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกของโจทก์ จำเลยสู่ว่าตึกเป็นของจำเลย เพราะจำเลยปลูกตึกในที่ดินของโจทก์และยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ ศาลฟังว่าตึกเป็นของโจทก์แต่ยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญาเช่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงพิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยจากตึกนั้นอีก อ้างว่าสัญญาเช่าระงับแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าตึกเป็นของจำเลย เป็นฟ้องซ้อน)

4.) ที่จะเป็นฟ้องซ้อน จะต้องเคยเป็นโจทก์ (รวมทั้งผู้ร้องขอและจำเลยผู้ฟ้องแย้ง)
ในคดีเดิม และมาเป็นโจทก์ (รวมทั้งผู้ร้องขอและจำเลยผู้ฟ้องแย้ง) ในคดีใหม่ ถ้าเป็นเพียงผู้คัดค้านหรือเป็นเพียงจำเลยซึ่งมิได้ฟ้องแย้งในคดีเดิมหรือในคดีใหม่ ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 640/2515
วินิจฉัยว่าคดีก่อน มารดาของผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องคัดค้าน คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกรายเดียวกันนั้น ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะผู้ร้องมิได้เคยเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในคดีก่อน) ถ้าโจทก์มิได้ฟ้องบุคคลใด แต่บุคคลนั้นร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยเอง หรือถูกศาลหมายเรียกให้เข้ามาเป็นจำเลย จะถือว่าโจทก์ฟ้องผู้นั้นมิได้ ทั้งนี้ตามนับคำ พิพากษาฎีกาที่1337/2519ที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อเรื่องจำเลยในคดีเดิมและจำเลยในคดีใหม่ต้องเป็นจำเลยคนเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550 (ฟ้องซ้อน)
ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อนได้
คำฟ้องเรื่องเดียวกัน
๑.   สภาพแห่งข้อหาของคำฟ้องทั้งสองต้องเป็นอย่างเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 3019/2517)
๒.   กรณีเป็นเรื่องที่ควรจะฟ้องในคดีเดิมหรือควรแก้ไขคำฟ้องคดีเดิมได้ แต่กลับมาฟ้องเป็นคดีใหม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 466/2503)
๓.   จำเลยในคดีเดิมและจำเลยในคดีใหม่จะต้องเป็นจำเลยคนเดียวกัน ถ้าเป็นจำเลยต่างคนกันแล้วไม่เป็นฟ้องซ้อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1337/2519)
๔.  มูลฟ้องคดีเดิมและมูลฟ้องคดีหลัง ต้องเป็นมูลเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 11/2505)
๕.  ที่จะเป็นฟ้องซ้อน จะต้องเคยเป็นโจทก์ (รวมทั้งผู้ร้องขอและจำเลยผู้ฟ้องแย้ง) ในคดีเดิม และมาเป็นโจทก์ (รวมทั้งผู้ร้องขอและจำเลยผู้ฟ้องแย้ง) ในคดีใหม่ ถ้าเป็นเพียงผู้คัดค้านหรือเป็นเพียงจำเลยซึ่งมิได้ฟ้องแย้งในคดีเดิมหรือในคดีใหม่ ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 640/2515)
ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อน หรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
คู่ความเดียวกันหรือไม่ และไม่ว่าจะสลับเป็นโจทก์หรือจำเลยฟ้องก็เป็นฟ้องซ้ำ (ทายาท, ผู้สืบสิทธิ์, เจ้าของรวม, สามีภรรยาในสินสมรส, ตัวแทนในฐานะตัวการ ถือเป็นคู่ความเดียวกัน ยกเว้นแม้เป็นคนเดียวกันฟ้องแต่ถ้าคนละฐานะก็ถือว่าเป็นคนละคู่ความ)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1577/2548
        คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
 
 
     
Current Pageid = 78