Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
    เรื่องมอบอำนาจ
 
     
 
 
คำพิพากษาฎีกาที่ 0018/2544

     ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ มิได้ปิดอากรแสตมป์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ไม่ได้บังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารที่ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วย ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดที่โจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐาน โจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้เมื่อโจทก์อ้างในคำฟ้องว่ามอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีแทนเท่านั้นซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนจึงไม่ชอบ
 
       คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 จึงเป็นการอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข.ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  
     
 
 
     
       โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพระประแดงจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,032,494 บาท ชำระหนี้ค่าย้อมผ้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,109,931 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,032,494 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
     จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540แต่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ว่า โจทก์ระบุที่อยู่ของโจทก์ผิด และใบแต่งทนายความกับหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราของห้างโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
     ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ โจทก์อาศัยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา
    
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า"ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" คดีนี้ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องคดีแทน ซึ่งโจทก์แนบมาท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นเอกสารที่จะต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานโจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ในเมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องคดีแทนเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
     คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาจึงเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจากจำเลย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาทแก่จำเลย"
      พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน200 บาท แก่จำเลย
 
     
 
 
     
  - ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.วิ.พ. ม. 18 ป.รัษฎากร ม. 118
- แหล่งที่มา  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
- ชื่อคู่ความ
                  โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปซิฟิคการทอ
                  จำเลย - บริษัท แสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก
 - ชื่อองค์คณะ
                  ชวลิต   ศรีสง่า 
                  ระพินทร  บรรจงศิลป 
                  วิเทพ   ศิริพากย์
- ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
 
     
Current Pageid = 77