Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
    รวมคำพิพากษาศาลฎีกา เด็ด
 
     
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๙/๒๕๓๘

     แม้ในข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่ ๑๐ ข้อ ๔.๑ กำหนดให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ระบุในคำสั่งให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับการบรรจุในอัตราประจำก็ตาม แต่ใน ข้อ ๑ ก็ให้ความหมายของคำว่า ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นผู้มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จตามข้อ ๓ ไว้ว่า หมายความว่า ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ พนักงานหรือคนงานขององค์การซึ่งได้รับการแต่งตั้ง การบรรจุหรือการจ้างให้เป็นผู้ปฏิบัติงานในองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในอัตราประจำ ดังนั้น พนักงานหรือคนงานไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง การบรรจุหรือการจ้างก็เป็นผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีสิทธิจะได้รับเงินบำเหน็จตามที่กำหนดในข้อ ๓ ทั้งสิ้น ข้อ ๔ เป็นแต่เพียงการนับเวลาทำงานเท่านั้น ส่วนในข้อ ๔.๑ แม้จะใช้คำว่า บรรจุ แต่ก็มิได้มีการให้ความหมายไว้เป็นพิเศษแต่อย่างไร ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อมีการจ้างแล้วจะต้องมีคำสั่งบรรจุอีกครั้งหนึ่งจึงจะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยได้ ดังนั้น คำว่า บรรจุ จึงหาได้มีความหมายต่างไปจากการแต่งตั้ง หรือการจ้างแต่อย่างใดไม่ ความสำคัญของข้อ ๔.๑ จึงอยู่ที่อัตราประจำเท่านั้น กล่าวคือ ผู้มีสิทธิจะนับเวลาเพื่อคำนวณบำเหน็จต้องเป็นพนักงานประจำหรือลูกจ้างประจำนั้นเอง เมื่อโจทก์ได้รับคำสั่งจ้างจากจำเลยให้เป็นเสมียนรายวันประจำตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๖ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยตั้งแต่วันนั้น
 
     
 
 
     
  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๕ - ๑๙๗/๒๕๓๘

     ผลของการที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับการปรับอัตราค่าจ้างประจำปีรวม ๓ ปี ติดต่อกันเป็นการหย่อนสมรรถภาพในการทำงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานใหม่ เป็นเงื่อนไขที่มีอยู่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเดิม ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานใหม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงเงื่อนเวลาการไม่ได้รับการปรับค่าจ้างประจำปีจากเดิมซึ่งไม่จำต้องเป็น ๓ ปี ขยายมาเป็นมีกำหนดระยะเวลา ๓ ปี เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างมีผลบังคับใช้ได้ทันที เมื่อผลการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสามเข้าเกณฑ์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการ
ทำงานใหม่ จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้ มิได้เป็นการบังคับย้อนหลังหรือไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสาม เป็นการไม่เป็นธรรมแต่ประการใด
หมายเหตุ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๕-๑๙๗/๒๕๓๘ นี้ วินิจฉัยแนวเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๕-๑๙๗/๒๕๓๗
 
     
 
 
     
  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๔ - ๓๒๕/๒๕๓๘

     พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔๘ ที่บัญญัติว่า "นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระกรรมการลูกจ้างพ้นจากตำแหน่งเมื่อ….. (๕) ลูกจ้างเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดในสถานประกอบกิจการนั้น มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง ฯลฯ" มิได้บัญญัติว่ามตินั้นต้องเป็นมติจากการประชุมหรือที่ประชุม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ก็ได้ให้ความหมายของคำว่า "มติ" ไว้ว่า หมายถึง ความคิด ความเห็น ความรู้ จึงแปลความคำว่า "มติ" ตามบทกฎหมายดังกล่าวว่าต้องเป็นมติจากการประชุมหรือที่ประชุมไม่ได้ เมื่อลูกจ้างของจำเลยเกินกึ่งหนึ่งลงชื่อในเอกสารปลดโจทก์กับคณะให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการลูกจ้างถือได้ว่าเป็นการมีมติตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว โจทก์ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการลูกจ้าง และนายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘

     แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่ง หน้าที่เดิม ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ แต่คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เพราะโจทก์ที่ ๑ ขาดสมรรถภาพในการทำงาน โจทก์ที่ ๒ กระทำความผิดซ้ำคำเตือน มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท แม้จะเป็นการตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็เป็นไปโดยผลแห่งคดีหาทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบไม่
 
     
 
 
     
Current Pageid = 76