Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
    แนวคิดมาตรา 11/1 พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
 
     
    
แนวปฏิบัติมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคัมครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑
พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๑๑ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี หรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ถ้าผู้รับเหมาค่าแรงดังกล่าวไม่จ่ายเงินทดแทน เงินสมทบหรือเงินเพิ่ม แก่ลูกจ้างหรือสำนักงานให้ผู้ประกอบกิจการหรือผู้รับเหมาค่าแรงซึ่งมิใช่นายจ้างร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาค่าแรงซึ่งเป็นนายจ้างในการจ่ายเงินทดแทน เงินสมทบ หรือเงินเพิ่ม เสมือนหนึ่งเป็นนายจ้างให้ผู้ประกอบกิจการหรือผู้รับเหมาค่าแรงซึ่งมิใช่นายจ้างที่ได้จ่ายเงินทดแทน เงินสมทบหรือเงินเพิ่ม มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่นายจ้างและบรรดาผู้รับเหมาค่าแรงอื่นหากมีตลอดสายในเงินทดแทน เงินสมทบหรือเงินเพิ่มที่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างหรือสำนักงาน”
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติว่า“ในพระราชบัญญัตินี้ “นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง
(๑)………………………..
(๒)………………………..
(๓) ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา ลักษณะ ๖ จ้างแรงงาน
มาตรา ๕๗๕ บัญญัติว่า “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้”
จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพของลูกจ้างรับเหมาค่าแรงว่า “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง เป็นลูกจ้างของใคร หรือใครคือนายจ้างของลูกจ้างรับเหมาค่าแรง”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจพิจารณาได้เป็นสามประการคือ
ประการที่ (1)   เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกันสังคมจะเห็นว่าลูกจ้างรับเหมาค่าแรงก็คือลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั่นเอง เพราะเป็นผู้ตกลงจะทำงานให้ผู้ประกอบกิจการโดยผ่านผู้รับเหมาค่าแรง ส่วนผู้รับเหมาค่าแรงจะมีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของผู้ประกอบกิจการ และไปดำเนินการภายในขอบอำนาจที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้
ประการที่ (2)   หากพิจารณาจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเงินทดแทนจะเห็นว่า ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงจะมีสถานภาพเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงที่ตกลงจ่ายสินจ้างให้ตลอดเวลาที่ทำงานให้ ส่วนผู้ประกอบกิจการหรือผู้รับเหมาค่าแรงคนอื่นที่ไม่ใช่นายจ้างหากมี ให้รับผิดชอบร่วมกับผู้รับเหมาที่เป็นนายจ้าง ในเงินทดแทน เงินสมทบ หรือเงินเพิ่ม เสมือนเป็นนายจ้าง และเมื่อได้จ่ายเงินไปแล้วก็สามารถรับช่วงสิทธิไปไล่เบี้ยเอากับผู้รับเหมาค่าแรงที่เป็นนายจ้างและผู้รับเหมาค่าแรงอื่นหากมีตลอดสาย
ประการที่ (3)   อาจพิจารณาได้ว่า ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงมีสถานภาพทางกฎหมายเป็นทั้งลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงและผู้ประกอบกิจการในเวลาเดียวกัน เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๕ (๓) บัญญัติให้เห็นเป็นเช่นนั้น ซึ่งมีนักกฎหมายบางท่านเห็นว่า ผู้ประกอบกิจการเป็น“นายจ้างรับถือ” 1 ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ โดยตัดความหมายของคำว่า “นายจ้าง” ตามมาตรา ๕ (๓) ออก แล้วนำไปบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๑/๑ ดังนี้
ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าวให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน


        อ.เกษมสันต์ วิลาวรรณ
, ศาสตราจารย์,รวมคำบรรยายภาคหนึ่ง สมัย ๕๔ ปีการศึกษา ๒๕๔๔ กับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”จึงมีปัญหาว่า “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ตามมาตรา ๑๑/๑” มีสถานภาพทางกฎหมายตามความเห็นในข้อใด ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สำคัญมาก เพราะหากได้ข้อยุติเกี่ยวกับสถานภาพทางกฎหมายของลูกจ้างรับเหมาค่าแรงดังกล่าวแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายผู้เขียนมีความเห็นว่า “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง” ตามมาตรา ๑๑/๑ นั้น มีสถานภาพทางกฎหมายตามความเห็นที่สาม คือเป็นลูกจ้างโดยตรงของผู้รับเหมาค่าแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ เพราะเป็นผู้ตกลงทำงานให้ผู้รับเหมาค่าแรงและผู้รับเหมาค่าแรงตกลงจะจ่ายสินจ้างให้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานให้ ส่วนผู้ประกอบกิจการนั้นเป็น “นายจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อ “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง” เฉพาะเรื่องตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติเท่านั้น แต่ “การรับเหมาค่าแรง” จะต้องไม่ใช่กรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้คือ
(๑)     ผู้ประกอบกิจการกับ “ผู้รับเหมา”มีนิติสัมพันธ์เป็น “ตัวแทนกับตัวการ” เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นลูกจ้างดังกล่าวก็คือลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั่นเอง
(๒)     ผู้ประกอบกิจการกับ “ผู้รับเหมา” มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น“สัญญาจ้างทำของ” ไม่ว่างานนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิต หรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ หรือไม่ก็ตาม เพราะผู้รับเหมาดังกล่าวจะเป็น “ผู้รับเหมาชั้นต้น” ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างให้บริษัทคอมพิวเตอร์จัดหาคนมาดูแลระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ในกระบวนการผลิต แม้จะถือว่างานดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิต แต่ก็มีลักษณะเป็น “สัญญาจ้างทำของ” ดังนี้ ลูกจ้างของบริษัทคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่ “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง” ตามมาตรา ๑๑/๑ ดังกรณีตัวอย่าง......!!

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๔๘/๒๕๒๔
“นายจ้าง” ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน หมายถึงผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ซึ่งมีความหมายว่า งานที่ลูกจ้างทำนั้นจะต้องเป็นงานของนายจ้างเองและค่าจ้างก็ต้องหมายความถึงเงินหรือเงินและสิ่งของของนายจ้างด้วย เมื่อปรากฏว่า งานที่โจทก์รับจ้างทำเป็นงานที่จำเลยที่ ๒ รับจ้างเหมาทำและค่าจ้างก็เป็นเงินส่วนที่จำเลยที่ ๑ จะต้องจ่ายให้จำเลยที่ ๒ มิใช่งานและเงินของจำเลยที่ ๑ ดังนี้ นายจ้างที่แท้จริงของโจทก์ก็คือ จำเลยที่ ๒ หาใช่จำเลยที่ ๑ ไม่
ดังนั้น การพิจารณาแต่เพียงว่างานที่ทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบ แล้วสรุปว่าเป็น “การรับเหมาค่าแรง”นั้น เป็นการตีความที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและสภาพความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายเท่านั้น
ประเด็นที่สอง การคุ้มครองลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเหตุที่กฎหมายต้องบัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการเป็น “นายจ้าง” ของ “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง” ด้วยก็เพราะผู้รับเหมาค่าแรงบางส่วนไม่มีฐานะเพียงพอที่จะทำให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายได้ จึงต้องบัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการเป็น “นายจ้าง” เพื่อประกันความคุ้มครองให้อีกชั้นหนึ่งซึ่งตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๑/๑ นั้น จะบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไว้ ๒ ระดับ คือ
ระดับแรก ได้แก่ ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ไม่ได้ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการ ก็จะได้รับความคุ้มครองจากผู้ประกอบกิจการให้ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการไม่น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดในฐานะที่ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง
ระดับที่สอง ได้แก่ ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการ กรณีนี้กฎหมายบัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงดังกล่าวได้รับ “สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ” ที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ หมายความว่าผู้ประกอบกิจการต้องรับผิดชอบดำเนินการให้ “ผู้รับเหมาค่าแรง” ให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการแก่ “ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง”เช่นเดียวกันกับที่ผู้ประกอบกิจการให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการแก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการเอง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ปัญหาที่ตามมาอีกประการหนึ่งคือ งานอย่างไรที่ถือว่าเป็น “งานในลักษณะเดียวกัน” ซึ่งอาจพิจารณาได้เป็นสองความเห็น
-  ความเห็นแรก     อาจเห็นว่า งานในลักษณะเดียวกัน ก็คือ งานทุกอย่างที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ อันเป็นการตีความอย่างกว้าง ซึ่งถ้าถือตามความเห็นนี้ ก็อาจจะขัดกับหลักการตีความกฎหมายแรงงานซึ่งมีโทษอาญาได้และจะมีผลกระทบต่อการจ้างเหมาค่าแรงอย่างมาก เพราะไม่มีความแตกต่างใดๆ ระหว่างลูกจ้างรับเหมาค่าแรงกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง รวมทั้งถ้อยคำที่ว่า “งานในลักษณะเดียวกัน” ในวรรคสอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติไว้ คงบัญญัติแต่เพียงว่ามาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง “ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงตามวรรคหนึ่งได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เช่นเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง”
-  ความเห็นที่สอง   อาจเห็นว่า “งานในลักษณะเดียวกัน” หมายถึงลูกจ้างทั้งสองประเภทต้องดำรงตำแหน่งเดียวกันหรือมีหน้าที่การงานอย่างเดียวกันเท่านั้น ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับความเห็นที่สอง และเห็นว่ากรณีอย่างนี้ก็เป็นงานในตำแหน่งเดียวกัน เช่น….(งานเย็บผ้า) คนที่เย็บแขนเสื้อ กับคนเย็บปกคอเสื้อ ก็เป็นงานเย็บผ้าเหมือนกัน จึงถือว่าเป็นงานในลักษณะเดียวกัน แต่คนเย็บเสื้อ กับคนซักเสื้อ ย่อมไม่ใช่งานในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก็ตรงตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากในชั้นกรรมาธิการได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้มาก ในที่สุดก็เห็นพ้องต้องกันตามความเห็นที่สอง จึงได้เพิ่มเติมถ้อยคำว่า “ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน” ไว้ในวรรคสอง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อระบบการจ้างเหมาค่าแรงจนเกินไป แต่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงอันถือว่าเป็น “งานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกัน”ก็ต้องได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา ๘๔ (๗)
 
! - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - !
 
     

Current Pageid = 164