Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
 
อายุความสัญญาเงินกู้

คราวที่แล้วผมได้พูดถึงเรื่องการกู้ยืมประเภทที่มีอายุความ 5 ปี ค้างเอาไว้ วันนี้ผมขอถือโอกาสนี้พูดต่อให้จบ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเห็นว่า การใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมนั้นไม่มีบัญญัติในเรื่องอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงใช้กำหนดอายุความทั่วไป ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 คือมีกำหนดอายุความ 10 ปี
ก่อนที่จะนำบทบัญญัติเรื่องอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 นี้มาใช้บังคับได้ นอกจากจะดูว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นๆ มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในเรื่องนั้นๆ ไว้โดยเฉพาะแล้ว ต้องพิจารณาบทบัญญัติเรื่องอายุความ ป.พ.พ.มาตรา 193/31 ถึงมาตรา 193/35 มาพิจารณาก่อน หากไม่เข้ากรณีหรือไม่สามารถปรับได้กับ 5 มาตราดังกล่าวแล้วจึงค่อยนำมาตรา 193/30 มาบังคับใช้ได้ภายหลัง จะนำมาตรา 193/30 มาใช้บังคับโดยไม่ได้พิจารณามาตรา 193/31 ถึงมาตรา 193/35 ก่อนไม่ได้ เพราะมีบางเรื่องสามารถนำบทบัญญัติของ ป.พ.พ.มาตรา 193/31 ถึงมาตรา 193/35 มาบังคับใช้ได้ อย่างเช่น เรื่องสัญญากู้ยืม เราพิจารณาบทบัญญัติเรื่องกู้ยืมตาม ป.พ.พ.มาตรา 640 ถึงมาตรา 656 แล้วจะเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติถึงเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ อย่างนี้แล้วเราจะนำบทบัญญัติเรื่องอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 ยกขึ้นมาใช้โดยทันทียังไม่ได้ ต้องพิจารณาบทบัญญัติของมาตรา 193/31 ถึงมาตรา 193/35 ก่อนว่ามีเรื่องอายุความเกี่ยวกับการกู้ยืมกำหนดไว้หรือไม่ ถ้าไม่มีค่อยนำมาตรา 193/30 เรื่องอายุความทั่วไปมาใช้
เมื่อเราพิจารณาบทบัญญัติของ ป.พ.พ.มาตรา 193/31 ถึงมาตรา 193/35 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกู้ยืมแล้ว จะเห็นได้ว่า มีอยู่บทหนึ่งที่สามารถนำมาใช้กับเรื่องการกู้ยืมได้ นั้นก็คือ บทบัญญัติตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 (1) (2) ที่ว่าถึงเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระ และเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด
กรณีแรก เรื่องดอกเบี้ยค้างชำระ ถ้าจะฟ้องร้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระ ก็ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 (1) ที่มีอายุความ 5 ปีมาใช้บังคับ ซึ่งถ้าเจ้าหนี้ฟ้องเรียกดอกเบี้ยที่เกินกว่า 5 ปีแล้ว ดอกเบี้ยส่วนที่เกินกว่า 5 ปีจึงไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้
กรณีที่สอง เรื่องเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 (2) นี้ เป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระ และต้องเป็นหนี้ที่กำหนดให้ชำระเป็นงวดๆ ในจำนวนที่แน่นอน คือหนี้ที่จะชำระเป็นงวดๆ นั้นต้องมีจำนวนที่แน่นอน สามารถกำหนดได้ เช่นงวดละ 500 หรืองวดละ 1,000 บาท หรือแต่ละงวดอาจจะมีกำหนดจำนวนที่ไม่เท่ากันก็ได้ เช่นงวดที่หนึ่งเป็นเงิน 500 บาท งวดที่สองเป็นเงิน 700 บาท งวดที่สามเป็นเงิน 1,000 บาท อย่างนี้ถือว่าเป็นการกำหนดจำนวนที่แน่นอนแล้ว และกำหนดระยะเวลาชำระไว้แน่นอน เช่น ชำระหนี้ทุกสิ้นเดือน หรือทุกๆ วันที่ 1 ของทุกเดือน และกำหนดระยะเวลานี้อาจจะไม่ตรงกันทุกงวดก็ได้ เช่นงวดแรกชำระวันที่ 1 งวดที่สองชำระวันที่ 10 งวดที่สามชำระวันที่ 20 อย่างนี้ก็ได้ ขอให้มีการกำหนดเวลาไว้เท่านั้นถือว่าเป็นการกำหนดเวลาแน่นอนแล้ว ดังนั้น ในกรณีที่หนี้นั้นมีการกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นงวดๆ ที่แน่นอน และกำหนดจำนวนเงินที่ชำระแน่นอนแล้ว การใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้นั้นก็จะอยู่ในกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 คือ มีกำหนดอายุความ 5 ปี เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 581/2494 “ทำสัญญากู้กันแล้วตกลงกันให้ผ่อนส่งคืนเป็นงวดๆ นั้น เป็นเรื่องอยู่ภายในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 (193/33 (2)) มีอายุความ 5 ปี “ฎีกานี้ศาลฎีกาเห็นว่า การเรียกเอาจำนวนเงินอันพึงส่งมอบจากดอกเบี้ยเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ก็ดี ตาม ป.พ.พ. 166 (193/33 (2)) นั้น มุ่งหมายตลอดถึงเงินกู้ที่คู่สัญญาตกลงกันให้ผ่อนส่งคืนเป็นงวดๆ ด้วย หาใช่ต้องผ่อนส่งทั้งดอกเบี้ยพร้อมกับต้นเงินด้วยไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1949/2517 จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ครั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2506 จำเลยทำหนังสือรับรองหนี้สินว่ายังเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนหนึ่ง และยอมผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือนของทุกๆ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2506 เป็นต้นไป ถือได้ว่าหนังสือรับรองหนี้สินดังกล่าวนี้ โจทก์จำเลยตกลงเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้ใหม่ โดยเรียกเอาดอกเบี้ยค้างส่งและเรียกเอาจำนวนเงินอันจะพึงส่งเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินคืนได้แต่ละงวด งวดละเดือน เริ่มแต่วันที่ 31 มีนาคม 2506 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2508 เป็นงวดสุดท้าย แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2513 เป็นเวลาเกิน 5 ปี นับแต่กำหนดวันชำระงวดสุดท้ายเป็นต้นมา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 (193/33 (2))
คำพิพากษาฎีกาที่ 192/2523 ตามสัญญากู้ ต้นเงินกู้นั้นได้มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนส่งได้เป็นรายเดือนๆ ละ 500 บาท ดังนั้น ถือได้ว่าการฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระต้นเงินตามสัญญากู้นั้นเป็นการเรียกเอาจำนวนเงินอันพึงส่งนอกจากดอกเบี้ยเพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวดๆ อันมีกำหนดอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 (193/33 (2))
เห็นไหมครับ สัญญากู้เงินตามที่ผมกล่าวมาข้างต้น มีอายุความใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปีอย่างที่เราเข้าใจกันมาตลอด ทั้งนี้มีคำพิพากษาฎีกายืนยันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2594 กว่า 55 ปีแล้ว คราวนี้เจ้าหนี้เงินกู้ที่ยอมปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไปถึงเกือบ 10 ปีค่อยนำมาฟ้องเรียกเงินกู้คืน เจอลูกหนี้ที่รู้เรื่องนี้แล้วยกเป็นข้อต่อสู้ไว้อาจจะหนาวแล้วล่ะ โดยเฉพาะกับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินที่ชอบปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไปเรื่อยๆ จนเกินกว่า 5 ปีแล้วค่อยมาฟ้องลูกหนี้ ระวังให้ดี…!!

การที่ บ.ผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ตามตารางกำหนดชำระหนี้เงินกู้ของสัญญากู้ยืมลดหลั่นกันไปแต่ละเดือนจนถึงงวดสุดท้ายนั้น ถือได้ว่า บ.ตกลงชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๓/๓๓(๒) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ ๕ ปี โจทก์ฟ้องคดีวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปี นับแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นวันที่ บ.ผิดนัดและโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลย
ที่ ๑ ที่ ๒ และ ส.เป็นผู้ค้ำประกันย่อมถือตามอายุความของลูกหนี้ เมื่อคดีเกี่ยวกับ บ.ลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว คดีที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และ ส.ผู้ค้ำประกันก็ย่อมขาดอายุความไปด้วย
การที่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายหลังเวลาที่คดีขาดอายุความแล้ว และการที่ บ.ชำระหนี้แก่โจทก์ไปจำนวนหนึ่งนั้นก็เป็นการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความไม่ใช่เป็นเรื่องรับสภาพหนี้ ฉะนั้น การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของโจทก์และการที่ บ.ชำระหนี้โจทก์ไปบางส่วน จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๗๕/๒๕๔๐)
 อายุความใช้สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยค้างส่ง เมื่อจำเลยไม่ได้ยกเอาอายุความขึ้นต่อสู้เรื่องดอกเบี้ยนี้ ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ธนาคารจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่า ๕ ปี ทั้งนี้ จะเรียกดอกเบี้ยทบต้นได้เฉพาะที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดนัด เมื่อลูกหนี้ผิดนัดแล้ว ต่อแต่นั้นไป เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้คงเรียกได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๖/๒๕๑๒)
ในการกู้ยืมเงินดอกเบี้ยค้างชำระมาเกิน ๕ ปี ไม่ทำให้ขาดอายุความเรียกดอกเบี้ยทั้งหมด ดอกเบี้ยงวดใดค้างชำระไม่เกิน ๕ ปี ก็ไม่ขาดอายุความ ดอกเบี้ยที่ค้างชำระหลังวันฟ้องไม่ขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๘๐/๒๔๘๒)

สัญญาเงินกู้ โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลทั้งหลาย เป็นเงินที่ต้องชำระผ่อนคืนเป็นงวดๆมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน เรื่องอายุความในทางแพ่ง มิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนฉะนั้น คู่ความจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ถ้าขาดอายุความจริงศาลก็ยกฟ้อง หากไม่ต่อสู้ศาลก็ยกขึ้นเองไม่ได้ (หนี้ที่ขาดอายุความไม่ใช่หนี้ที่เจ้าหนี้ฟ้องไม่ได้ ฟ้องได้ เพียงลูกหนี้ต่อสู้ศาลก็ยกฟ้องเท่านั้นเอง)
ศาลฎีกาตีความว่าสัญญาบัตรเครดิตเป็นเงินทำรองจ่าย เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม (ความจริงแล้วมิใช่เงินทดรองจ่ายโดยตรง) เพราะภายหลังลูกหนี้ผิดนัดและเจ้าหนี้ทวงถามแล้ว เจ้าหนี้ก็ยังคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเรื่อยมา บางครั้งปล่อยเวลาไว้เนิ่นนานไม่ฟ้องร้องคดี ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมากกว่าเงินต้นที่ค้างชำระเสียอีก ศาลถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต (ขัดต่อ ป.พ.พ.มาตรา 5) นับว่าเป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้ว
เหตุที่แตกต่างกันเช่นนี้เป็นเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 อายุความนั้นถ้าประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะกำหนด 10 ปี ซึ่งในที่นี่เกี่ยวกับสัญญากู้ยืมที่มีกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนทั้งหมดในรายเดียวกันไม่มีกฎหมายเขียนเรื่องอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ในขณะที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เขียนไว้ว่า เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี
แต่ถ้ามีกรณีที่เจ้าหนี้ได้บอกกล่าวทวงถามแล้วลูกหนี้ได้ไปทำหนังสือกับเจ้าหนี้ไว้ เช่น ผิดนัดเมื่อ 31ธ.ค. 2545 เจ้าหนี้ได้ติดต่อทวงถามหลายครั้ง จนกระทั่งเดือน ม.ค. 2547 ลูกหนี้จึงไปติดต่อเจรจาตกลงโดยทำหลักฐานยอมรับว่าเป็นหนี้จริง และจะชำระคืนในปี 2547 อาจจะตกลงชำระเป็นเงินสดหรือเขียนเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้วันที่เช็คขึ้นเงินได้ คือ วันที่ 30 พ.ย. 2547 หากเดือน พ.ย. ลูกหนี้ได้นำเงินมาชำระให้บางส่วนแล้วไม่มีการชำระอีก หรือลูกหนี้ผิดสัญญาตามหนังสือรับสภาพหนี้คือไม่ชำระหนี้เลย หรือในวันที่ 30 พ.ย. 2547 เช็คถึงกำหนดชำระเงินแต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จะทำให้เกิดภาวะที่ทำให้อายุความก่อนหน้านี้ ซึ่งเดินอยู่ได้สะดุดหยุดลง คือ อายุความเดิมจะหยุดเดินไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2547 อายุความการฟ้องร้องจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ โดยจะนับแต่วันเกิดสิทธิเรียกร้องครั้งหลัง คือ นับแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2547 ไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่ว่าสัญญากู้นั้นตกลงชำระต้นคืนกันในลักษณะใด เป็นต้น
กรณีความรับผิดของนายสิบ ตามสัญญากู้ยืมเงิน นายพัน ฟ้องคดีหลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระเกิน 10 ปีแล้ว หนี้กู้ยืมเงินขาดอายุความ การที่นายหมื่น ผู้ค้ำประกันชำระหนี้บางส่วนเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษ แก่ผู้ค้ำประกันแต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีผลไปถึงลูกหนี้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1438/2540) กรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ซึ่งเป็นเรื่องลูกหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ดังนั้น ถ้านายสิบ ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ศาลต้องยกฟ้อง นายสิบไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน ส่วนกรณีความรับผิดของนายสิบตามสัญญาจำนอง การที่หนี้กู้ยืมเงินขาดอายุความไม่ทำให้หนี้ระงับ จำนองจึงยังไม่ระงับ นายพัน ผู้รับจำนองมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 และถ้าขายทอดตลาดที่ดินจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้กู้ยืมและดอกเบี้ยดังกล่าว นายพัน ไม่มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของนายสิบ แม้จะมีข้อตกลงไว้ก็ตาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 667/2549) นายสิบ จึงรับผิดเฉพาะจากที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น
สำหรับกรณีความรับผิดของนายหมื่น ผู้ค้ำประกันนั้น แม้นายหมื่น ชำระหนี้บางส่วนทำให้อายุความในหนี้ตาม สัญญาค้ำประกันสะดุดหยุดลงมีผลให้ไม่ขาดอายุความ แต่หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์เพื่อประกันการชำระหนี้ กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธาน เมื่อหนี้ประธานขาดอายุความ นายหมื่นผู้ค้ำประกันมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ที่จะยกข้อต่อสู้ของนายสิบ เรื่องหนี้กู้ยืมเงินขาดอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ ศาลต้องยกฟ้อง นายหมื่น จึงไม่ต้องรับผิดต่อนายพัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 964/2512)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2549
แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมทั้งสัญญาเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งต้องด้วยลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะไม่มีกำหนดเวลา แต่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเอกเทศสัญญาที่มีลักษณะเฉพาะ โดยสัญญาจะคงสภาพอยู่ต่อไปได้ก็จะต้องมีการสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องและภายในระยะเวลาอันสมควร ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภ. ได้นำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2526 แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีกันอีกเลย นับถึงวันที่ ภ. สิ้นพระชนม์เป็นเวลานานเกือบ 12 ปี แสดงว่า ภ. มีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้ว โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องตรวจตราบัญชีของลูกค้าอยู่ตลอดเวลาว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อปรากฏว่า ภ. ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี โจทก์ย่อมจะต้องทวงถามหรือบอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร มิใช่ถือโอกาสใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นในระยะเวลายาวนานเกินสมควรเช่นนี้ ถือได้ว่าการใช้สิทธิของโจทก์มิได้กระทำโดยสุจริต โดยถือว่าสัญญาเลิกกันตั้งแต่วันที่ ภ. มีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายคือวันที่ 14 มีนาคม 2526 อันเป็นวันที่ ภ. เดินสะพัดทางบัญชีเป็นครั้งสุดท้าย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้น สิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 10 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 พ้นกำหนด 10 ปี หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่า ภ. ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในวงเงิน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวจะขาดอายุความ แต่กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 กล่าวคือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม้เมื่อหนี้ที่จำนองเป็นประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังเกินกว่าห้าปีไม่ได้ และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่ ภ. จำนองไว้เท่านั้น จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นอีกหาได้ไม่ ถึงแม้ว่าตามสัญญาจำนองจะกำหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ตาม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 47,574,591.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 41,369,210.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 และ 5335 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์จนกว่าจะครบ
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงชั้นฎีกาฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นชายาของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 ก่อนสิ้นพระชนม์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลได้เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันไว้กับธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ 001-3-9703-8 ซึ่งมีวิธีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีโดยการออกเช็คสั่งจ่ายเงิน และวันที่ 25 สิงหาคม 2520 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเพื่อเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวไว้ในวงเงิน 4,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระเป็นรายเดือนทุก ๆ วันสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเป็นต้นเงินได้ตามประเพณีของธนาคาร โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 และ 5335 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้ในวงเงิน 4,000,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2521 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลได้เพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก 1,500,000 บาท รวมเป็น 5,500,000 บาท และจดทะเบียนเพิ่มวงเงินจำนองทรัพย์สินดังกล่าวเป็นประกันอีก 1,500,000 บาท เป็น 5,500,000 บาท วันที่ 11 มิถุนายน 2525 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลได้นำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนจำนวน 5,000,000 บาท และวันที่ 14 มีนาคม 2526 นำเข้าอีก 1,582.18 บาท จากนั้นมิได้มีการนำเงินเข้าบัญชีหรือเบิกถอนเงินออกจากบัญชีอีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมทั้งสัญญาเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลซึ่งต้องด้วยลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะไม่มีกำหนดเวลา แต่สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเอกเทศสัญญาที่มีลักษณะเฉพาะโดยสัญญาจะคงสภาพอยู่ต่อไปได้ก็จะต้องมีการสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่อง และภายในระยะเวลาอันสมควร ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลได้นำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2526 แล้วไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีกันอีกเลย นับถึงวันที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลสิ้นพระชนม์เป็นเวลานานเกือบ 12 ปี แสดงว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลมีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายแล้ว โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องตรวจตราบัญชีของลูกค้าอยู่ตลอดเวลาว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อปรากฏว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี โจทก์ย่อมจะต้องทวงถามหรือบอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร มิใช่ถือโอกาสใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลในระยะเวลายาวนานเกินสมควรเช่นนี้ ถือได้ว่าการใช้สิทธิของโจทก์มิได้กระทำโดยสุจริต โดยถือว่าสัญญาเลิกกันตั้งแต่วันที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลมีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์โดยปริยายคือวันที่ 14 มีนาคม 2526 อันเป็นวันที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลเดินสะพัดทางบัญชีเป็นครั้งสุดท้าย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้น สิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 10 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 พ้นกำหนด 10 ปี หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 และ 5335 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในวงเงิน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบ ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวจะขาดอายุความตามที่วินิจฉัยข้างต้น แต่กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 กล่าวคือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม้เมื่อหนี้ที่จำนองเป็นประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังเกินกว่าห้าปีไม่ได้ และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลจำนองไว้เท่านั้นตามกฎหมายข้างต้น จะบังคับจากทรัพย์สินอื่นอีกหาได้ไม่ ถึงแม้ว่าตามสัญญาจำนองจะกำหนดให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะครบหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลชำระเงิน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปีกับนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดเฉพาะทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 ถึง 5335 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2512
เจ้ามรดกกู้เงินโจทก์ แล้วถึงแก่ความตายลงโดยยังมิได้ชำระหนี้โจทก์เพิ่งฟ้องทายาทเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความฟ้องร้อง
นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้แล้วผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วยดังนั้น เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งมีต่อลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว ผู้ค้ำประกันก็ย่อมยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้
สัญญาค้ำประกันที่มีข้อความว่า ถ้าผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ตามสัญญาหรือผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดซึ่งกระทำให้ผู้ให้กู้ต้องขาดสูญต้นเงินหรือดอกเบี้ยผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบชำระหนี้ให้แทนทั้งสิ้นนั้นยังแปลไม่ได้ว่า แม้เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้ว ผู้ค้ำประกันก็ยอมสละสิทธิไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้
โจทก์ฟ้องว่า นายนิทัศน์ แปลงเงิน สามีจำเลยที่ 1 และบิดาจำเลยที่ 2, 3, 4 ได้กู้เงินโจทก์ไป 15,000 บาท สัญญาให้ดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาทต่อเดือน จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดแล้วไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเลย ต่อมานายนิทัศน์ตายโจทก์ทวงถาม จำเลยก็ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1-4 ชำระต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 5 ชำระแทน
จำเลยต่อสู้ไม่รับรองสัญญา และว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นฟังว่า นายนิทัศน์กู้เงินโจทก์จริงตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์เพิ่งทราบการตายของนายนิทัศน์ก่อนฟ้องไม่เกิน 1 ปี ไม่ขาดอายุความพิพากษาให้จำเลยที่ 1-4 ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง หากไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 5 ชำระแทน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์ทราบการตายของนายนิทัศน์มาก่อนฟ้องเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทราบการตายของนายนิทัศน์ก่อนฟ้องเกิน 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม
มีปัญหาว่า จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดหรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อหนี้ตามสัญญากู้ขาดอายุความแล้ว ลูกหนี้อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 บัญญัติว่า นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้นท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย ดังนั้น เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งมีต่อลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันจึงอาจยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้
ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันมีความว่า "ถ้าผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ตามสัญญา หรือผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ซึ่งกระทำให้ผู้ให้กู้ขาดสูญต้นเงินหรือดอกเบี้ย ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น" ซึ่งหมายความว่า ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดไม่ว่าหนี้จะขาดอายุความแล้วหรือไม่ก็ตามนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในสัญญาหาได้กล่าวว่าเมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้ว ผู้ค้ำประกันยอมสละสิทธิไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไม่
พิพากษายืน
 
 
 
 
     
Current Pageid = 107