Website Banner
     
 
     แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
 
     
 
 
พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 
  พรบ.แรงงานสัมพันธ์  พ.ศ.2518 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาเด็ด
 
     
 
     คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นๆ
 
     
 
 
เรื่องมอบอำนาจ
 
โจทก์ขาดนัดพิจารณา
 
ฟ้องเคลือบคลุม
 
ฟ้องซ้อน
 
ฟ้องซ้ำ
  อายุความสัญญาเงินกู้
 
     
 
     หมวดหมู่ที่น่าสนใจ
 
     
 
แบบฟอร์มศาล
ประกาศต่างๆ 
  สัญญาต่างๆ
  New Update
 
     
 
     ติดต่อราชการศาล
 
     
 
  ศาลแรงงานกลาง
  ศาลแรงงานภาค ๒
  ศาลยุติธรรม
  ศาลปกครอง
  ศาลรัฐธรรมนูญ
  สำนักงานอัยการสูงสุด
  กระทรวงยุติธรรม
  คณะกรรมการกฤษฎีกา
  กรมบังคับคดี
  สภาทนายความ
 
     
 
     หน่วยงานราชการสำคัญ
 
     
 
  กระทรวงแรงงาน
  กรมการจัดหางาน
  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  สำนักงานประกันสังคม
  กรมสรรพากร
  กรมบัญชีกลาง
  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  กระทรวงอุตสาหกรรม
  กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  การนิคมอุตสาหกรรม
 
     
 
 
:: WEB  COUNTERS ::
 
 
 
     
     
     
   
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ ฟ้องเคลือบคลุม
ฟ้องทั้งหมดเคลือบคลุม
-  คำฟ้องที่ใช้ถ้อยคำหรือข้อความที่เป็นคำทั่วไป ซึ่งอาจเกิดจากการกระทำได้หลายอย่างไม่แน่นอน เช่น คำว่าปลอมเอกสาร การกระทำโดยไม่สุจริต หรือโมฆะกรรม เป็นต้น จะต้องบรรยายรายละเอียดด้วยว่า ได้กระทำการอย่างไรที่ต้องด้วยลักษณะดังกล่าว มิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่เข้าใจ ถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม (ฎ 2553/17)
-  การบรรยายฟ้องคดีแพ่ง ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องกล่าวถึงวัน เวลา และสถานที่ที่เกิดการกระทำผิดเหมือนอย่างคดีอาญา โจทก์จึงไม่ต้องกล่าวถึง แม้จะเป็นคดีที่มีมูลเกิดจากการกระทำละเมิดก็ตาม ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม (ฎ 1947/27)
-  บางกรณีที่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา มีความเกี่ยวข้องกับวันเวลา ก็ต้องกล่าวมาในฟ้องให้ชัดเจน หากกล่าวไม่ชัดเจนก็ถือว่าการบรรยายฟ้องในส่วนดังกล่าวเคลือบคลุม
-  บางคดีอาจจะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยนั้นด้วย โจทก์จึงต้องกล่าวถึงบุคคลนั้นโดยระบุตัวไปให้ชัดแจ้ง
-  ผู้ทรงตั๋วเงิน ย่อมฟ้องคดีได้โดยสิทธิของตนเองที่เป็นผู้ทรง จึงไม่จำต้องกล่าวถึงผู้ทรงคนก่อนว่าเป็นใคร และไม่ต้องกล่าวถึงมูลหนี้ของเงินมาในฟ้อง
-  การฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามที่มีอยู่ ถ้าสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิตามสัญญาที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้ทำเป็นหนังสือ หรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ก็ควรบรรยายฟ้องกล่าวถึงหนังสือสัญญาที่ทำกันไว้ หรือแนบท้ายฟ้องมาด้วย
-  คดีฟ้องอันเนื่องมาจากมูลสัญญา ถ้าเป็นสัญญาที่ไม่มีชื่อ โจทก์จะต้องกล่าวถึงรายละเอียดของข้อตกลงมาด้วยว่า มีข้อตกลงกันไว้อย่างไร และจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นอย่างไร
-  คำฟ้องจะต้องกล่าวถึงการกระทำของคู่กรณีเสมอ ทั้งในส่วนของการกระทำที่เป็นสภาพแห่งข้อหา หรือในส่วนของการกระทำที่เป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา
-  ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายที่เกิดแก่สิทธิที่โจทก์มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือสิทธิตามสัญญา มิเช่นนั้น จะเป็นฟ้องเคลือบคลุม (ฎ 959/25)
-  ถ้าปรากฏว่า จำเลยย้ายภูมิลำเนาไปก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้อง ศาลในเขตนั้นจะรับฟ้องไว้ไม่ได้ แต่ถ้าหากขณะฟ้อง จำเลยยังมีภูมิลำเนาในเขตศาล และภายหลังจำเลยย้ายภูมิลำเนาออกไป เช่นนี้ศาลย่อมสามารถพิจารณาคดีต่อไปได้
-  ในกรณีจำเลยตายก่อนฟ้อง โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยไม่ได้ แม้ศาลจะรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ก็จะมีการรับมรดกความตามมาตรา 42 ไม่ได้ กรณีเช่นนี้ โจทก์ต้องทำคำฟ้องมายื่นใหม่ โดยฟ้องทายาทเป็นจำเลย (ฎ 120/36)
-  กรณีที่คู่ความตายขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาในอันที่จะสั่งเกี่ยวกับคดี ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเกี่ยวกับคดีนั้น (ฎ 3320/43)
-  คำว่าให้ยกเสีย หมายความถึง เมื่อศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีทางชนะคดี หรือไม่สามารถบังคับกับจำเลยได้ ศาลก็สั่งยกฟ้องได้เลย แต่การยกฟ้องนี้จะต้องทำโดยผู้พิพากษาครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
-  บทบัญญัติมาตรา 172 ไม่นำไปใช้แก่การทำคำฟ้องอุทธรณ์ หรือคำฟ้องฎีกา ซึ่งมีมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์การทำคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาไว้โดยเฉพาะแล้ว (ฎ 2097/41)
-  คำร้องสอดที่มีสภาพเป็นคำฟ้อง ต้องบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสองด้วย เมื่อคำร้องสอดของผู้ร้องมิได้มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องสอดไม่ชอบ (ฎ 1443/48)
-  การจะพิจารณาถึงคู่ความที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีว่า โจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัว หรือในฐานะแทนบุตร จะต้องพิจารณาเนื้อหาของคำฟ้องรวมกันทั้งฉบับ (ฎ 320/37)
-  คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาไปใช้บังคับแก่บุคคลภายนอก เป็นคำขอบังคับที่ศาลไม่สามารถพิพากษาบังคับให้ได้ (ฎ 8101/46)
-  การพิจารณาว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลนั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยมาตรา 172 วรรคสองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการบรรยายคำฟ้องเป็นสาระสำคัญ ว่าบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้ ไม่ต้องเอาทางนำสืบมาพิจารณาแต่ประการใด (ฎ 977/35)
-  กรณีสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยมีไม่ครบถ้วนทุกแผ่น หรือลงชื่อในช่องผู้เรียงฟ้องไม่ถูกต้อง ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไปได้ (ฎ 255-256/25)
-  คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าโจทก์ได้รับเช็คมาด้วยมูลหนี้ใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะพึงนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ไม่เป็นเหตุให้คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม (ฎ 803/45)
-  โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ แม้โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างไร ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา (ฎ 6955/46)
-  เมื่อคำฟ้องได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยมาตรา 172 วรรคสองแล้ว รายละเอียดอื่นๆนอกจากนั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกล่าวหรือบรรยายมาในคำฟ้อง (ฎ 1933/45)
-  เอกสารที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ดังนั้น การพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือชอบด้วยมาตรา 172 หรือไม่ จึงจำต้องนำเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับข้อความตามคำบรรยายฟ้องที่โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องนั้นด้วย (ฎ 686/46)
-  การที่จำเลยไม่เข้าใจฟ้องของโจทก์ หาเป็นเหตุให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่ (ฎ 2654/41)
-  แม้ฟ้องโจทก์จะระบุเพียงว่า จำเลยค้างค่าน้ำประปาและค่าโทรศัพท์ แต่เอกสารท้ายฟ้องระบุว่า ค่าน้ำประปารวมถึงค่ารักษามาตร และค่าโทรศัพท์รวมถึงค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปา และค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน จึงมิได้เป็นการพิพากษานอกฟ้อง (ฎ 7269/47)
-  ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 142(5) (ฎ 645/32)
-  การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งของศาลชำนัญพิเศษ เมื่อมีบทกฎหมายหรือข้อกำหนดคดีของศาลชำนัญพิเศษไว้โดยเฉพาะ ก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่นำ ป.วิ.พ. มาตรา 172 ไปใช้บังคับ
-  เมื่อคำฟ้องไม่มีข้อขัดข้องตามมาตรา 18 ศาลมีหน้าที่ต้องสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาต่อไป ส่วนข้อเท็จจริงตามฟ้องจะฟังได้หรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องในชั้นพิจารณา (ฎ 495/45)
-  คำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญในประเด็นแห่งคดี อันจะทำให้จำเลยรับผิดตามฟ้องก็ดี คำฟ้องที่ไม่มีคำขอบังคับจำเลยก็ดี เมื่อล่วงเลยเวลามาถึงชั้นที่ศาลจะพิพากษาแล้ว ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง (ฎ 2803-06/46) กรณีมิใช่เรื่องคำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง (ฎ 9594/44)
-  หากปรากฏตามคำบรรยายฟ้องว่า คำฟ้องโจทก์ยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามมาตรา 55 หรือเป็นคำฟ้องที่ไม่สามารถบังคับตามคำขอท้ายฟ้องได้ ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียได้ในชั้นตรวจคำฟ้องโดยไม่ต้องสั่งรับคำฟ้องก่อน ตามมาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งให้อำนาจแก่ศาลที่จะยกฟ้องเสียได้ (ฎ 424/44) และถือว่าเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามมาตรา 132(1) แล้ว ศาลจะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลตามมาตรา 151 วรรคหนึ่งไม่ได้ (ฎ 1733/43)
- อ้างว่าฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่ง ต้องยกเหตุผลประกอบ       คำให้การของจำเลยที่ 2 ปฏิเสธเพียงว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่บรรยายสภาพแห่งข้อหาให้ชัดแจ้ง ทั้งข้อความก็ไม่ต่อเนื่องไม่สามารถเข้าใจข้อความแห่งคำฟ้อง เป็นการยกถ้อยคำในกฎหมายมาอ้าง โดยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ข้อใดที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้งอย่างไร คำให้การจำเลยจึงแสดงเหตุไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกา การฝากและถอนเงินจากบัญชีชื่อของโจทก์เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เองทั้งหมด โจทก์มิได้รู้เห็นด้วย จึงไม่ผูกพันโจทก์และการที่จำเลยที่ 1 ทุจริตปลอมลายมือชื่อโจทก์ถอนเงินจากบัญชีโจทก์ เป็นการละเมิด ธนาคารจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ (ฎ 48/2536)
- ฟ้องเคลือบคลุม จำเลยก็จะต้องให้การต่อสู้ไว้ว่า ฟ้องเคลือบคุลมเพราะเหตุใด จะอ้างลอย ๆ เพียงว่าฟ้องเคลือบคลุมเท่านั้นไม่พอ
- ข้อสังเกตจากคำพิพากษาฎีกา
(๑) ฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นเองไม่ได้จำเลยจะต้องต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การทั้งจะต้องให้การโดยแจ้งชัดด้วยว่าฟ้องเคลือบคลุมอย่างไร มิฉะนั้นไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นฟ้องเคลือบคลุมในคดีอาญาถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
(๒) คำฟ้องที่ขัดกันเองถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม เช่น ฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรมอ้างว่าผู้ตายไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือ แม้จะเป็นลายนิ้วมือของผู้ตายก็พิมพ์ในขณะถูกฉ้อฉล ข่มขู่ เมาสุราหรือวิกลจริตหรือพิมพ์เมื่อตายแล้ว
(๓) ศาลตรวจคำฟ้องตามมาตรา ๑๘ แล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็พิพากษายกฟ้องตามมาตรา ๑๗๒ วรรคท้ายได้ (คำว่าให้ยกเสียตามมาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย จึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง)
ข้อสังเกต คำว่ายกเสียตามมาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย ไม่ได้มีความหมายอย่างเดียวกัน ไม่รับคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ กล่าวคือ ศาลอาจจะมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจฟ้องได้เลย ถ้าเห็นว่าคดีไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง ไม่จำต้องสั่งไม่รับฟ้องตามมาตรา ๑๘ เสมอไป และถือว่าเป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีตามมาตรา ๑๓๑ (๒) แล้ว
(๔) ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้องเป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีตามมาตรา ๑๓๑ (๒) ซึ่งมีผลเป็นการพิพากษาคดีไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามมาตรา ๑๘ จึงไม่ต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามมาตรา ๑๕๑
(๕) ในชั้นตรวจคำฟ้องปรากฏว่าคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่อาจจะพิพากษาให้ได้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ได้ในชั้นตรวจคำฟ้อง
(๖) อายุความไม่ใช่สภาพแห่งข้อหา แม้โจทก์ไม่กล่าวมาในฟ้องก็ยังคงสมบูรณ์ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง หากฟ้องได้ระบุโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว
(๗) คำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งต้องแสดงเหตุผลให้การคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์และคำขอท้ายอุทธรณ์หรือฎีกาให้ชัดเจนแต่ไม่ต้องระบุคำฟ้องเดิม คำให้การและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเพราะมีอยู่ในสำนวนศาลแล้ว
(๘) เอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง คำฟ้องจะชัดแจ้งหรือไม่ จึงต้องพิจารณาคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมดประกอบกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๔/๒๕๔๑)
(๙) คำร้องสอดเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นโจทก์จึงต้องแสดงให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากไม่มี ถือว่าเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบ
ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 142(5) (คำพิพากษาฎีกาที่ 645/32)
- ฟ้องเคลือบคลุม หมายถึง คำฟ้องที่บรรยายไม่แจ้งชัดเกี่ยวกับสภาพแห่งข้อหา หรือไม่มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา หรือไม่มีคำขอบังคับ การบรรยายฟ้องหากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้คำฟ้องดังกล่าวเป็นฟ้องเคลือบคลุมได้
- ถ้าโจทก์ฟ้องมาหลายข้อหา อาจเป็นฟ้องเคลือบคลุมบางข้อหาก็ได้ แต่ก็ไม่ทำให้ฟ้องทั้งหมดเคลือบคลุม
- คำฟ้องที่ใช้ถ้อยคำหรือข้อความที่เป็นคำทั่วไป ซึ่งอาจเกิดจากการกระทำได้หลายอย่างไม่แน่นอน เช่น คำว่าปลอมเอกสาร การกระทำโดยไม่สุจริต หรือโมฆะกรรม เป็นต้น จะต้องบรรยายรายละเอียดด้วยว่า ได้กระทำการอย่างไรที่ต้องด้วยลักษณะดังกล่าว มิฉะนั้นจำเลยย่อมไม่เข้าใจ ถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม (คำพิพากษาฎีกาที่ 2553/17)
- การที่จำเลยไม่เข้าใจฟ้องของโจทก์ หาเป็นเหตุให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2654/41)
การบรรยายฟ้องคดีแพ่ง ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องกล่าวถึงวัน เวลา และสถานที่ที่เกิดการกระทำผิดเหมือนอย่างคดีอาญา โจทก์จึงไม่ต้องกล่าวถึง แม้จะเป็นคดีที่มีมูลเกิดจากการกระทำละเมิดก็ตาม ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม (คำพิพากษาฎีกาที่ 1947/27)
บางกรณีที่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา มีความเกี่ยวข้องกับวันเวลา ก็ต้องกล่าวมาในฟ้องให้ชัดเจน หากกล่าวไม่ชัดเจนก็ถือว่าการบรรยายฟ้องในส่วนดังกล่าวเคลือบคลุม
- บางคดีอาจจะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยนั้นด้วย โจทก์จึงต้องกล่าวถึงบุคคลนั้นโดยระบุตัวไปให้ชัดแจ้ง
- ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายที่เกิดแก่สิทธิที่โจทก์มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือสิทธิตามสัญญา มิเช่นนั้น จะเป็นฟ้องเคลือบคลุม (คำพิพากษาฎีกาที่ 959/25)
- กรณีสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยมีไม่ครบถ้วนทุกแผ่น หรือลงชื่อในช่องผู้เรียงฟ้องไม่ถูกต้อง ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไปได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 255-256/25)
- โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ แม้โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างไร ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 6955/46)
- เมื่อคำฟ้องได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยมาตรา 172 วรรคสองแล้ว รายละเอียดอื่นๆนอกจากนั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกล่าวหรือบรรยายมาในคำฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ 1933/45)
เอกสารที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ดังนั้น การพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือชอบด้วยมาตรา 172 หรือไม่ จึงจำต้องนำเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับข้อความตามคำบรรยายฟ้องที่โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องนั้นด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 686/46)
- การพิจารณาว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลนั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยมาตรา 172 วรรคสองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการบรรยายคำฟ้องเป็นสาระสำคัญ ว่าบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้ ไม่ต้องเอาทางนำสืบมาพิจารณาแต่ประการใด (คำพิพากษาฎีกาที่ 977/35)
- ในคดีอาญายกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุมเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบฯ ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรค 2 และฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39(4) (คำพิพากษาฎีกาที่2331/14)
- ในคดีแพ่งปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกียวกับความสงบฯ ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ซึ่งถ้าศาลยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ถือว่ายังศาลยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148
- จำเลยไม่ได้ต่อสู้เรื่องฟ้องเคลือบคลุมไว้ ดังนั้น หากศาลยกเรื่องฟ้องเคลือบคลุมมาเป็นเหตุยกฟ้อง ก็ไม่อาจทำได้
 
     
Current Pageid = 106